วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้อระวังการออกกำลังกาย ที่เราควรระวังไม่งั้นอาจเจ็บตัวได้

ข้อระวังการออกกำลังกาย ที่เราควรระวังไม่งั้นอาจเจ็บตัวได้

การออกกำลังกาย แน่นอนครับมันเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของผู้ชายเราอย่างยิ่ง แต่การออกกำลังให้ดี มันก็ต้องดูสภาพร่างกายของตัวเองด้วย ไม่ใช่อัดรัวๆ จนไม่ดูความพร้อมของตัวเองมันก็ไม่ไหวเหมือนกัน เพราะว่ามันอาจจส่งผลเสียต่อร่างกายเราหลายๆ อยาง เช่น กล้ามเนื้อบาดเจ็บ จนไปถึงข้อต่อเกิดการเสียหายได้ วันนี้ทาง Men.MThai เราจึงรวบรวม ข้อระวังการออกกำลังกาย ที่เราควรระมัดระวังกันครับ
ข้อระวังการออกกำลังกาย
ข้อระวังการออกกำลังกาย ข้อที่ 1 เช็คอุณหภูมิของร่างกาย
อุณหภูมิของร่างกายสูง ให้สังเกตตัวเอง ถ้ามีอาการไข้ ตัวลุมและมีอาการมึนงง ปวดหัวร่วม ก็ควรที่จะมีการชะลอการออกกำลังกาย ยิ่งถ้าเราไปออกกำลังกายอีกก็เท่ากับไปเพิ่มความร้อนให้ถึงสองส่วน อาจส่งผลให้สมองทนไม่ได้ อาจะช๊อคหรือเป็นลมหมดสติไปเลยก็ได้
ข้อระวังการออกกำลังกาย ข้อที่ 2 สังเกตุการถ่ายอุจจาระของตัวเอง
การถ่ายอุจจาระ ถ้ามีการถ่ายเกิน 3 ครั้งขึ้นไป วันนั้นก็ควรที่จะงดการออกกำลังกายเสียก่อน เนื่องจากร่างกายเรามีการเสียเกลือแร่มากไปจะมีผลต่อการรับรู้และสั่งงานผิดปกติ
ข้อระวังการออกกำลังกาย ข้อที่ 3 ถ้าได้พักผ่อนนอนน้อยก็ไม่ควร
การอดนอน คนที่ชินกับการนอนดึกสักตี 3-4 หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ (อดนอน) หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ควรงดการออกกำลังกาย
ซึ่งข้อระวังการออกกำลังกาย และข้อห้ามต่างๆเหล่านี้ห้ามเพื่อไม่ให้ร่างกายบาดเจ็บมากขึ้นเพราะผลเสียที่เกิดจากการออกกำลังกายโดยที่ร่างกายไม่พร้อมนั้นแย่กว่าการอยู่เฉยๆ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่หลายคนอาจพบเจอมาแล้วว่าทำไมบางครั้งออกกำลังกายแล้วยังอ่อนเพลียหรือรู้สึกไม่สดชื่น
Credit : men.mthai.com

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สาเหตุของการปวดที่ส้นเท้า แบ่งออกได้ตามบริเวณที่ปวด

(Painful Heel)
สาเหตุของการปวดที่ส้นเท้า แบ่งออกได้ตามบริเวณที่ปวด (รูปที่ 17.7) คือ
(1) การปวดภายในส้นเท้า
โรคของกระดูกส้นเท้า (Calcaneus) ได้แก่ กระดูกอักเสบ เนื้องอก โรคพาเจ็ต เป็นต้น
ข้อใต้กระดูกทาลัสอักเสบ
(2) การปวดหลังส้นเท้า
เอ็นร้อยหวาย (Tendo Achilles) ฉีกขาด
การอักเสบรอบๆ เอ็นร้อยหวาย (Calcaneal Paratendinitis)
เบอร์ซ่าหลังเอ็นร้อยหวายอักเสบ
คาลคาเนียล อโปฟัยไซติส (Calcaneal Apophysitis, Sever’s Disease)
(3) การปวดใต้ส้นเท้า
ปวดที่เนื้อเยื่ออ่อนของส้นเท้า (Tender Heel Pad)
แผ่นพังผืดฝ่าเท้าอักเสบ (plantar Fasciitis)
โรคของกระดูกส้นเท้า
ในพวกกระดูกอักเสบจากการติดเชื้อ กระดูกส้นเท้า (Calcaneus) มีการติดเชื้อน้อย ที่พบบ่อยคือการติดเชื้อหนอง (กระดูกอักเสบ) บางครั้ง กระดูกนี้เป็นเนื้องอกอย่างธรรมดาหรืออย่างร้าย นอกจากนี้อาจเป็นภาวะผิดปรกติอย่างอื่น เช่น โรคพาเจ็ต (Paget’s Disease)
ข้อใต้กระดูกทาลัสอักเสบ
พบบ่อยที่สุด คือ ออสตีโออาร์ไธรติสหลังจากกระดูกส้นเท้าแตกหรือหัก บางครั้งข้อนี้อาจอักเสบจากสาเหตุอื่น เช่น ข้ออักเสบเป็นหนอง รูมาตอยด์ วัณโรค และเกาท์
เอ็นร้อยหวายฉีกขาด
ภาวะนี้อาจถูกมองข้ามไป อาการที่เกิดขึ้นอาจทำให้เข้าใจผิดว่า เป็นการทำงานของเอ็นนี้มากเกินไป หรือกล้ามเนื้อพลานตาริสฉีกขาด
พยาธิวิทยา เอ็นนี้ฉีกขาดโดยตลอดเสมอ และมักจะเกิดขึ้นที่ประมาณ 5 ซม. เหนือที่เกาะปลายของเอ็น ถ้าไม่ได้รับการรักษา เอ็นที่ฉีกขาดจะเชื่อมกันได้เอง แต่ยาวขึ้น
ลักษณะทางคลินิก ขณะวิ่ง หรือกระโดด คนไข้จะปวดที่หลังข้อเท้าอย่างมากทันที และเขาอาจคิดว่าถูกบางสิ่งกระแทก คนไข้ยังเดินได้ แต่เดินกะเผลก ตรวจพบมีการกดเจ็บบริเวณที่ฉีกขาด (รูปที่ 17.7) มีการบวมเกิดขึ้นเนื่องจากเลือดออกและพาราเทน่อน (paratenon) บวม แต่มักจะคลำช่วงห่างระหว่างเอ็นที่ฉีกขาดได้ กำลังในการงอข้อเท้าลง (plantar Flexion) จะอ่อนลงมาก โดยการเคลื่อนไหวท่านี้ยังทำได้จากกล้ามเนื้อ ทิเบียลิส โพสทีเรียร์ กล้ามเนื้อเพอโรนิไอและกล้ามเนื้องอนิ้วเท้า
การวินิจฉัยโรค เนื่องจากคนไข้ยังงอข้อเท้าลงได้ อาจทำให้ไม่นึกถึงเอ็นร้อยหวายฉีกขาด การตรวจที่สำคัญคือ ขณะที่คนไข้ยืนโดยเท้าข้างที่สงสัยเอ็นร้อยหวายฉีกขาด (รับน้ำหนักตัวเท้าเดียว) ถ้าคนไข้ยกส้นเท้า ข้างนี้ขึ้นจากพื้น (เขย่ง) ไม่ได้ แสดงว่ามีการฉีกขาดของเอ็นนี้
การรักษา อาจใส่เฝือกปูนไว้ 5 สัปดาห์ ให้เท้าอยู่ในท่าอีไควนัสเล็กน้อย เพื่อให้เอ็นหย่อน และป้องกันไม่ให้เอ็นยาวขึ้น หรือรักษาทางศัลยกรรมโดยเย็บต่อเอ็นที่ฉีกขาด และเข้าเฝือกปูนไว้
การอักเสบรอบๆ เอ็นร้อยหวาย (Calcaneal Paratendinitis)
เอ็นร้อยหวายมีเนื้อเยื่อคอนเนคตีฟล้อมรอบอย่างหลวมๆ ซึ่งเรียกว่า พาราเทน่อน (Paratenon) ทำให้การเคลื่อนไหวของเอ็นสะดวก นานๆ ครั้งพาราเทน่อนอาจอักเสบ เนื่องจากการเสียดสีมากเกินไป
ลักษณะทางคลินิค มักพบในคนหนุ่มสาวที่คล่องแคล่ว โดยปวดที่เอ็นร้อยหวาย และปวดมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว เช่น วิ่ง เต้นรำ ตรวจพบกดเจ็บระหว่างนิ้วลึกถึงเอ็น และบริเวณนี้บวมเล็กน้อย ตัวเอ็นเองยังคงปรกติ
การรักษา ส่วนมากหายได้ด้วยการฉีดฮัยโดรคอร์ติโซนที่บริเวณพาราเทน่อนโดยตรง ถ้าไม่ได้ผล ก็ควรเข้าเฝือกปูนแบบให้คนไข้เดินได้ นาน 4 สัปดาห์ ในรายที่ยังปวดอยู่เรื่อยๆ ก็จำเป็นต้องใช้วิธีทางศัลยกรรม โดยตัดพาราเทน่อนรอบๆ เอ็นร้อยหวายออก
เบอร์ซ่าหลังเอ็นร้อยหวายอักเสบ
เป็นสาเหตุของการปวดหลังส้นเท้าที่พบบ่อยที่สุด และมักเป็นสาเหตุ ของการใช้เท้าได้อย่างลำบากในหญิงสาว
พยาธิวิทยา เบอร์ซ่าภายนอกที่หลังเท้าอยู่ระหว่างปุ่มคาลคาเนียส กับผิวหนัง การเสียดสีซ้ำๆ กันกับด้านหลังรองเท้า ทำให้เบอร์ซ่าอักเสบเรื้อรัง และผนังหนา ทั้งอาจมีน้ำอยู่ภายใน
ลักษณะทางคลินิค มีการกดเจ็บบริเวณที่ก้อนสัมผัสกับรองเท้า (รูปที่ 17.7) อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อเดิน และหน้าหนาวปวดมากกว่าหน้าร้อน ฉะนั้นจึงมีชื่อว่า ส้นเท้าฤดูหนาว (winter Heel) ตรวจพบก้อนชัดเจนที่หลังเท้า ผิวหนังที่ปกคลุมจะหนาและแดง
การรักษา ในรายที่มีอาการน้อย หรือเพิ่งเริ่มเป็น รักษาโดยรองหลังส้นเท้าด้วยฟองน้ำ แธะสวมรองเท้าที่มีด้านหลังอ่อนนุ่ม ถ้าไม่ได้ผล ก็ต้องตัดเอาเบอร์ซ่าออก และป้องกันการเกิดซ้ำ โดยตัดส่วนยื่นที่มุมบน สุดด้านหลังของปุ่มกระดูกคาลคาเนียลออกตรงเหนือที่เกาะปลายของเอ็นร้อยหวาย
คาลคาเนียล อโปฟัยไซติส (Calcaneal Apophysitis, Sever’s Disease)
ภาวะที่ไม่ร้ายแรงนี้เกิดขึ้นในเด็กๆ เท่านั้น ในระยะที่คาลคาเนียล อโปฟัยซิสกำลังเจริญเร็ว เมื่อก่อนนี้เชื่อว่าเป็นพวกเดียวกับออสตีโอ­คอนไดรติส แต่ขณะนี้ทั่วไปยอมรับว่า ภาวะนี้เป็นการทำงานมากเป็นเวลานาน(chronic Strain)ที่อโปฟัยซิสด้านหลังซึ่งติดกับตัวกระดูกส้นเท้า และอาจจะเป็นได้จากการดึงของเอ็นร้อยหวาย ฉะนั้นอาจถือว่าคล้ายกับโรค ออสกู๊ด-ชแลตเตอร์ของปุ่มกระดูกทิเบีย (xibial Tubercle) และไม่มีความสัมพันธ์กับออสตีโอคอนไดรติสเลย
ลักษณะทางคลินิค โดยทั่วไปมักพบในเด็กอายุระหว่าง 8 ถึง 13 ปี บ่นปวดที่หลังส้นเท้า จะสังเกตเห็นว่าเดินกะเผลกเล็กน้อย ตรวจพบมีกดเจ็บที่ส่วนล่างด้านหลังของปุ่มกระดูกคาลคาเนียส(รูปที่ 17.7) ภาพรังสี ไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆ สำหรับการเห็นคาลคาเนียล อโปฟัยซิสแยกเป็นชิ้นๆ นั้นถือเป็นภาวะที่ปรกติ เพราะในเด็กๆ ที่ไม่มีอาการปวดส้นเท้า ก็พบภาพรังสีเช่นนี้ได้
การรักษา ส่วนมากไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะอาการจะค่อยๆ หายไปได้เอง ถ้าปวดมาก ก็ให้พัก โดยเข้าเฝือกปูนให้เดินได้ จะทำให้ทุเลาลงได้มาก
ปวดที่เนื้อเยื่ออ่อนของส้นเท้า (Tender Heel Fad)
เป็นภาวะทางคลินิคที่ชัดเจน ลักษณะของการปวดอยู่ที่ส่วนหลังของส้นเท้า และปวดขณะยืนหรือเดิน
พยาธิวิทยา บริเวณที่กดเจ็บ คือเนื้อเยื่อไฟบรัสและไขมันที่เหนียว ใต้ปุ่มส่วนรับน้ำหนักที่กระดูกส้นเท้า บางรายพยาธิสภาพไม่มากกว่าการฟกช้ำอย่างธรรมดา แต่ส่วนใหญ่ไม่มีประวัติของภยันตราย และเชื่อกันว่า เป็นการอักเสบอย่างอ่อนโดยไม่ทราบสาเหตุ
ลักษณะทางคลินิค มีอย่างเดียวคือ ปวดส้นเท้าตอนยืน หรือเดิน ตรวจพบกดเจ็บมากตรงเนื้อเยื่ออ่อนนี้ (รูปที่ 17.7)
การรักษา พบว่ามักจะดีขึ้นเองช้าๆ อาจเร่งให้อาการทุเลาได้โดยใช้ฟองน้ำรองบนพื้นรองเท้า และบำบัดด้วยไดอาเธอร์มีย์คลื่นสั้น จะช่วยให้อาการหายเร็วขึ้น
แผ่นพังผืดฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis)
ภาวะนี้เชื่อกันว่าเป็นการอักเสบ โดยปวดใต้ส่วนหน้าของกระดูกส้นเท้า อาจเป็นส่วนหนึ่งของภาวะการอักเสบที่แพร่กระจายมาก เช่น โรคไรเดอร์ (Reiter’s Disease)
พยาธิวิทยา พยาธิสภาพเป็นที่เนื้อเยื่ออ่อนตรงบริเวณที่เกาะของแผ่นเอ็นแผ่ของฝ่าเท้า (plantar Aponeurosis) ที่ด้านล่างของปุ่มกระดูกคาลคาเนียส
ลักษณะทางคลินิค อาการที่คนไข้มาหาคือ ปวดใต้ส้นเท้าตอนยืน หรือเดิน การปวดขยายไปด้านในของเท้าและในฝ่าเท้า บางครั้งเท้าใช้งานไม่ได้อย่างมาก ตรวจพบการกดเจ็บอย่างมากตรงที่เกาะของแผ่นเอ็นแผ่ของฝ่าเท้ากับที่กระดูกส้นเท้า บริเวณที่กดเจ็บไกลไปทางหน้ากว่าในภาวะของการปวดที่เนื้อเยื่ออ่อนของส้นเท้า(รูปที่ 17.7) ภาพรังสีโดยทั่วไปจะไม่เห็นสิ่งผิดปรกติ บางครั้งเห็นเดือยแหลม (sharp Spur) ของกระดูก ยื่นออกไปข้างหน้าจากปุ่มกระดูกคาลคาเนียส แต่ความสำคัญของเดือย แหลมนั้น ยังเป็นที่สงสัย เพราะอาจพบเดือยแหลมได้ในคนที่ไม่มีอาการปวดส้นเท้า
การรักษา โดยทั่วไปแล้วการรักษาแบบประคับประคองก็เพียงพอ ถ้าใช้เวลานานพอ แม้ว่าการหายอาจจะช้า ควรรองฝ่าเท้าด้วยยางฟองน้ำ และบำบัดด้วยไดอาเธอร์มีย์คลื่นสั้นตรงบริเวณที่กดเจ็บระยะหนึ่ง ถ้าไม่ได้ผล ก็ฉีดฮัยโดรคอร์ติโซนตรงบริเวณที่กดเจ็บ
ด้วยความปราถนาดีจาก ยางรองส้นเท้า HeelSoother
ที่มา healthcarethai

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รู้ไว้ใช้ว่า!! สรรพคุณ 12 อย่างของ′วิค วาโปรับ′ ช่วยบรรเทาอาการปวดเท้าได้ด้วยนะเอ้า

1. ช่วยให้หายใจคล่อง
แน่นอนว่าทุกคนต่างรู้ประโยชน์ข้อนี้ดี เมื่อไรที่เป็นหวัด หายใจไม่ค่อยออก ให้ทาวิคส์ไว้ที่บริเวณหน้าอกและลำคอ จะช่วยลดการคัดจมูกได้
2. ลดอาการไอ
เราไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องควักวิคส์กินเพื่อบรรเทาอาการไอ แต่สิ่งที่ควรทำคือ ทาวิคส์ไว้ที่ฝ่าเท้าและนวดเบาๆจากนั้นให้สวมถุงเท้าทับ เพียงไม่นานอาการไอก็จะบรรเทาลง โดยเฉพาะคนที่มีอาการไอช่วงกลางคืนและเด็กเล็กๆก็ใช้วิธีนี้ได้เช่นกัน
3. บรรเทาอาการเจ็บกล้ามเนื้อ
ไม่น่าเชื่อว่าวิคส์จะช่วยได้ แต่วิคส์ไปช่วยให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้นทำให้อาการเจ็บและปวดกล้ามเนื้อลดลง โดยทาให้ทั่วบริเวณที่ปวด รวมไปถึงทาทิ้งไว้ทั้งคืน
4. ขจัดเชื้อราที่เล็บเท้า
รู้สึกหยึ๋ยและยี้กับเชื้อราที่เล็บเท้าคุณใช่มั้ยคะ วิคส์ช่วยได้ค่ะ นวดวิคส์ที่นิ้วที่ดูเหมือนจะมีเชื้อราขึ้น ภายใน 1 วัน เล็บจะสีเข้มขึ้น นั่นหมายความว่าวิคส์ไปจัดการกับเชื้อรานั่นแล้ว หลังจากที่เล็บเท้าเริ่มยาวขึ้น ส่วนเล็บที่ดำก็จะค่อยหายไป เพราะเมื่อเล็บยาวก็ตัดส่วนดำทิ้ง
5. ใช้หยุดพฤติกรรมขีดข่วนของเจ้าเหมียว
เป็นพฤติกรรมปกติของแมวเหมียวที่ชอบขีดข่วนพื้นที่แข็งๆเช่นประตู ผนังไม้หรือหน้าต่าง เราป้องกันได้โดยการทาวิคส์บางๆที่บริเวณเหล่านั้น แมวไม่ชอบกลิ่นแบบนี้และจะไม่เข้าใกล้เลย เราสามารถนำมาทาบริเวณที่เจ้าเหมียวชอบมาข่วนเราได้เช่นกันนะคะ
6. ป้องกันสัตว์เลี้ยงไม่ให้ฉี่ผิดที่ผิดทาง
ถ้าสุนัขหรือแมวของคุณยังไม่ได้รับการฝึกขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง หรือยังฝึกได้ไม่ดีพอ ให้ทาวิคส์บริเวณที่น้องหมาน้องแมวชอบไปทำธุระแถวๆนั้น เมื่อได้กลิ่นพวกเค้าก็จะไม่กล้าที่จะยกขาขึ้นฉี่เลยล่ะค่ะ
7. แก้อาการปวดศรีษะ
นวดวิคส์ปริมาณเล็กน้อยที่ขมับและหน้าผากจะช่วยลดอาการปวดศรีษะได้ และกลิ่นของเมนโทลาทั่มจะช่วยอาการตึงเครียดที่ศรีษะได้ด้วยค่ะ
8. ช่วยให้นอนหลับง่าย
ในคนที่หลับยากและไม่แพ้กลิ่น หากที่บ้านมีเครื่องทำความชื้น ให้เพิ่มวิกส์เข้าไปใกล้ๆ ช่วยให้บรรยากาศของห้องโล่งขึ้น หายใจได้สะดวกจนส่งผลให้นอนหลับฝันดีในที่สุด หรือเพียงผสมวิคส์กับน้ำแล้วนำไปใส่บนเตาสำหรับน้ำมันหอมระเหยค่ะ
9. ช่วยไม่ให้แผลติดเชื้อ
หากโดนมีดบาดหรือได้รับบาดเจ็บให้ทาวิคส์บางๆ ช่วยไม่ให้แผลติดเชื้อ และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
10. หยุดการรบกวนจากแมลงต่างๆ
กลิ่นของวิคส์จะช่วยไม่ให้แมลงต่างๆเข้าใกล้เรา ทาบางๆในหลายๆจุดเลยค่ะ
11. ใช้เพื่อให้ม้าแข่งมีสมาธิ
ไม่น่าเชื่อค่ะ นอกจากใช้กับเราๆแล้วยังใช้กับม้าด้วยนะคะ โดยเค้าจะแต้มที่จมูกม้าค่ะ เพื่อป้องกันไม่ให้ม้าได้กลิ่นม้าตัวอื่นหรือได้กลิ่นม้าตัวเมีย ช่วยให้ม้าโฟกัสกับการแข่งขันค่ะ
12. ไล่ยุง
ทาวิคส์บางๆที่เสื้อและผิวของเราในหลายจุดที่คาดว่ายุงชอบมากัด ยุงก็จะไม่มากวนใจเรา และหากเราโดนยุงกัดไปก่อนแล้วให้ทาวิคส์บางๆและติดพลาสเตอร์ไว้เพื่อไม่ให้เกิดอาการคันค่ะ
ที่มา sanook

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บอกลาอาการปวดส้นเท้า

ปวดส้นเท้า ยืนนานไม่ได้ มีปัญหาสุขภาพเท้า บอกลาปัญหาอาการปวดส้นเท้า ยางรองส้นเท้า Heel Soother
รู้สึกปวดส้นเท้าปวดข้อเท้าทุกครั้งที่ต้องยืนรอใครนานๆ เหนื่อยง่ายจากการเดินชอปปิ้งทั้งๆที่เมื่อก่อนเคยเดินได้นานกว่านี้ พออายุมากขึ้นก็ไม่ค่อยกล้าที่จะออกไปเที่ยวที่ไหน จนต้องปิดโอกาสตัวเองเพราะอาการปวดส้นเท้า เห็นเพื่อนตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปวิ่งออกกำลังกายกันอย่างสนุกสนาน อิจฉาเพื่อนที่ได้ออกวิ่งอย่างมั่นใจ แต่คุณต้องมานั่งจดจ่ออยู่แต่หน้าโทรทัศน์ เพราะไม่ได้ออกกำลังกาย ทั้งๆที่อยากจะออกไปวิ่งเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี แต่มันกลัว กลัวว่าเท้าจะปวด กลัวส้นเท้าจะเจ็บ กลัวจะต้องนั่งรถเข็นหากพลาดพลั้ง ไม่กล้า ท้ายสุดก็คงต้องนั่งรถเข็นเพราะขาอ่อนแรง หรือบางครั้งบางคราวไปพบผลิตภัณฑ์ที่บอกว่าช่วยลดอาการปวดส้นเท้าได้ แต่เมื่อลองใช้พบว่าไม่ได้รับผลตามนั้น ราคาแพง ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ปัญหาเท้าก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข
น้ำหนักตัวเยอะทำให้ปวดส้นเท้าปวดข้อเท้า รู้สึกอึดอัดกับการเดินในระยะทางที่ไกล รู้สึกว่ารองเท้าที่สวมใส่อยู่ ไม่นุ่ม ไม่สบายเท้า ยางรองพื้นรองเท้าลื่นไม่สบาย ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพเท้า เพิ่มแรงกดให้กับเท้า บางครั้งก็ต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนหลักพัน เพื่อซื้อรองเท้าที่โฆษณาว่าดี แต่ท้ายสุดก็ไม่ช่วยอะไร เสียเวลา เสียเงิน ไม่ได้ช่วยให้สุขภาพของเท้าดีขึ้น เหนื่อย ท้อ จิตใจหดหู่ อันอาจส่งผลให้เกิดอาการ กระดูกเท้าอักเสบ เท้าหรือข้อเท้าได้รับแรงกระแทกรุนแรง เพราะไม่มียางรองส้นเท้าที่ดี มีคุณภาพ ที่จะช่วยให้ปัญหาต่างๆได้หมดไป
สุดยอดของการคิดค้น ลดอาการปวดส้นเท้าได้ถึงร้อยละ 90 ผลิตจากธรรมชาติ ใกล้เคียงเนื้อเยื้อส้นเท้าของมนุษย์ ยางรองส้นเท้า Heel Soother
Rubbers Innotech Co., Ltd. ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ Heel Soother หรือที่รู้จักและได้รับความนิยมอยู่ขณะนี้ในชื่อ ยางรองส้นเท้า ที่ถือเป็นสุดยอดของการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยลดอาการปวดส้นเท้า ในระหว่างที่กำลัง ยืน, เดิน และวิ่ง จนสามารถสัมผัสและรู้สึกได้ถึงความนุ่มและสบายเท้า
เราค้นพบว่าอุปกรณ์รองส้นเท้าลดอาการปวดส้นเท้าลดอาการปวดข้อเท้าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งเท้าเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายที่ใช้ในการ ยืน, เดิน และวิ่ง โดยขณะเดินส้นเท้าต้องรับน้ำหนักจากแรงกระแทกเพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่าของน้ำหนักตัว และเป็น 4 เท่าในขณะวิ่ง อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ นักกีฬา, ผู้ที่เดิน ยืน วิ่ง และอออกกำลังกาย มักมีอาการปวดเท้าอันเนื่องมาจากเอ็นร้อยหวาย และกระดูกส้นเท้าอักเสบอยู่เสมอ และจากการวิจัยพบว่าการใช้อุปกรณ์รองส้นเท้า จะสามารถช่วยลดอาการปวดส้นเท้าได้ถึงร้อยละ 90 ดังนั้นจึงเราจึงได้มีการคิดค้น, วิจัย และออกแบบผลิตภัณฑ์ Heel Soother ยางรองส้นเท้า
คุณสมบัติของ Heel Soother ยางรองส้นเท้า
  • ยางรองส้นเท้าผลิตจากยางธรรมชาติ 100% มีความใกล้เคียงกับเนื้อเยื้อส้นเท้าของมนุษย์
  • เน้นออกแบบยางรองส้นเท้าให้มีคุณสมบัติในการช่วยกระจายแรงกด ลดแรงกระแทก และความดันในส้นเท้าได้สูง
  • มั่นใจ ปลอดภัย เพราะยางรองส้นเท้าสามารถสัมผัสกับผิวหนังได้โดยตรง ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง
  • กระชับ ไม่มีการเลื่อนหลุด เพราะออกแบบมาได้เหมาะสมกับพื้นของรองเท้า
  • สะดวกทุกอย่างก้าว สัมผัสที่ดีขณะสวมใส่ สบายเหมาะกับทุกกิจกรรม
  • ถอดเปลี่ยนง่าย ย้ายสะดวก
  • ประหยัดเวลาในการทำความสะอาด
  • มีสารกำจัดเชื้อราและแบคทีเรีย มั่นใจ ไร้กลิ่นอับ
  • สวมใส่ได้ทุกวันโดยไม่มีผลข้างเคียง
ยางรองส้นเท้า มีหลายขนาดให้เลือกดังนี้
  • ขนาด S เหมาะสำหรับผู้มีขนาดรองเท้าอยู่ในช่วง 35 ถึง 38
  • ขนาด M เหมาะสำหรับผู้มีขนาดรองเท้าอยู่ในช่วง 38 ถึง 42
  • ขนาด L เหมาะสำหรับผู้มีขนาดรองเท้าอยู่ในช่วง 42 ถึง 45
รู้สึกสบาย ความรู้สึกนุ่มสบายเท้า มาพร้อมกับสุขภาพที่ดีขึ้น ยางรองส้นเท้า Heel Soother
อาการปวดส้นเท้าปวดข้อเท้าทุกครั้งเมื่อต้องยืนหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ สนุกกับการออกเดินชอปปิ้งได้นานขึ้น ไปเที่ยวที่ไหนก็ไม่ค่อยรู้สึกปวดเท้าเหมือนอย่างที่เคยเป็น ดีขึ้นกว่าเดิม หมดกังวลเมื่อต้องออกกำลังกายด้วยการเดิน สนุกมากขึ้น ไม่ปวดส้นเท้าอย่างที่เคยเป็น มั่นใจทุกครั้งที่ออกวิ่ง วิ่งไปพร้อมๆกับความรู้สึกนุ่มสบายเท้า ไม่กลัวที่จะต้องปวดส้นเท้าอีกต่อไป คุ้มค่ากับราคาของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ราคาประหยัด และแน่นอนว่าคุ้มกับการแลกมาด้วยสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างน่าประทับใจ
เลิกกังวลกับปัญหาน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น เลิกกลัวว่าจะรู้สึกปวดเท้าเมื่อต้อง ยืน, เดิน หรือวิ่ง เดินได้ไกลขึ้น วิ่งได้สบายเท้าขึ้น สนุกไปกับความรู้สึกพิเศษเมื่อได้สัมผัสกับยางรองส้นเท้าสุดพิเศษ สุขภาพจิตและสุขภาพกายดีขึ้น อาการปวดเท้า อาการปวดส้นเท้า เรื่องของกระดูกเท้าอักเสบ ลดน้อยลง ลดปัญหาข้อเท้าได้รับแรงกระแทกรุนแรง ไม่ลื่นหลุดง่ายเหมือนพื้นรองเท้าทั่วไป ใส่สะดวก เหมาะกับทุกรองเท้า เปลี่ยนหรือย้ายแผ่นรองได้ง่าย ปัญหาต่างๆของเท้าจะดีขึ้นจนคุณแปลกใจด้วยผลิตภัณฑ์ Heel Soother ยางรองส้นเท้า
สนใจผลิตภัณฑ์ Heel Soother ยางรองส้นเท้า ได้ในราคาพิเศษแล้ววันนี้
ยางรองส้นเท้าทุกขนาด ปกติราคาคู่ละ 350 บาทลดสุดพิเศษเหลือ เพียง 320 บาท เท่านั้น

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิธีดูแลเท้าไม่ให้แตก เหม็น แต่เนียนนุ่ม

วิธีดูแลเท้าไม่ให้แตก เหม็น แต่เนียนนุ่ม


เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร ม.มหิดล
  


กล่าวกันว่าเราสามารถประเมินสุขลักษณะโดยรวมของผู้ที่เราเพิ่งพบปะครั้งแรกได้ง่ายๆโดยการสังเกตดูความสะอาดของรองเท้าที่สวมใส่อยู่และดูสุขลักษณะที่เท้า หรืออาจกล่าวได้ว่ารองเท้าและสภาพของผิวเท้าเป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงความสะอาดและบุคลิกภาพของเราเอง

เทคนิคการดูแลสุขภาพเท้าให้สวยงาม ไม่เป็นโรค
1. ล้างเท้าทั้งสองข้างทุกวันโดยแช่ในน้ำอุ่นผสมน้ำสบู่ประมาณ 10 นาทีจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งสนิท
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณซอกนิ้วเท้า ต้องให้แห้งสนิทจริงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นที่อับชื้นและเหม็นตามมา

2. ทุกครั้งที่เท้าเปียก ต้องเช็ดให้แห้งทุกครั้งก่อนสวมรองเท้าหรือถุงเท้า

3. ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวันและนำรองเท้าไปทำความสะอาด ตากแห้งไม่ควรนำรองเท้าไปแขวนใส่ตู้รองเท้าที่ปิดสนิทแนะนำให้ใช้รองเท้าใส่สลับกันสองคู่เพื่อจะได้นำคู่ที่ใส่แล้วไปผึ่งลมแดดให้แห้ง หรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นสำหรับรองเท้าช่วยด้วยก็ยิ่งดี

4. ผู้ที่มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเบาหวานต้องเข้มงวดกับตัวเองในการดูแลเท้าทั้งสองข้างให้สะอาดเป็นพิเศษหมั่นสังเกตความผิดปกติของการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้น เช่นสีเล็บเท้าที่ซีดหรือเหลืองผิดปกติ ผิวลอก หรือมีรอยแตกของผิวเท้า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่เท้า

5. เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเลือกซื้อรองเท้าคู่ใหม่ ควรจะเป็นช่วงบ่ายเนื่องจากเท้ามักจะบวมกว่าตอนเช้า ดังนั้นรองเท้าคู่ที่สวมใส่สบายในตอนบ่าย จะสวมสบายในตอนเช้าและตอนเย็นด้วย

6. หากออกนอกบ้านและสวมใส่รองเท้าแตะ ควรทาครีมกันแดดที่เท้าด้วยเช่นเดียวกับผิวหนังส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่โผล่ออกนอกร่มผ้า

7. ควรหมั่นขัดผิวเท้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งส้นเท้าด้วยแปรงขนนุ่มอย่างสม่ำเสมอเพื่อขัดเอาผิวเซลล์เก่าที่ตายแล้วออกไป ผิวเท้าจะได้นุ่มเนียนและเป็นการเร่งการผลิตเซลล์ใหม่

8. ก่อนเข้านอน ควรล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งสนิท และชโลมด้วยครีมบำรุงผิวโดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนังบริเวณส้นเท้า

9. ทุกครั้งที่ชโลมเท้าด้วยครีมบำรุงพยายามหลีกเลี่ยงซอกนิ้วเท้าเนื่องจากการสะสมของครีมหรือความชื้นในบริเวณซอกนิ้วเท้า
จะก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นจากการหมักหมมของเชื้อจุลินทรีย์ได้

10. เพื่อรักษาให้เท้าแห้งไม่มีกลิ่นเหม็น ควรใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกแป้ง หรือ สเปร์ยที่เท้า

11. การตัดเล็บเท้าควรจะตัดเป็นเส้นตรงเฉพาะส่วนที่ยื่นโผล่จากนิ้วเท้านั้นไม่ควรตัดสั้นเกินไปจนติดเนื้อ และไม่ควรตัดเล็บเป็นเส้นโค้งเพราะส่วนโค้งจะทำให้เกิดเล็บหรือหนังงอกที่ซอกนิ้วกลายเป็นเล็บขบที่สร้างความเจ็บปวดได้ หลังการตัดเล็บเท้า ควรตะไบเล็บไม่ให้เล็บคม


การนวดเท้าและบำรุงด้วยครีมบำรุงผิว
ภายหลังจากการล้างทำความสะอาดเท้าและเช็ดแห้งสนิทแล้วควรนวดฝ่าเท้าด้วยครีมบำรุงผิวเท้าจะช่วยให้เท้าเนียนนุ่มและเป็นการทำให้เท้าได้ผ่อนคลาย นวดคลึงทั้งส้นเท้าและฝ่าเท้าด้วยนิ้วโป้งการรักษาเท้าให้สะอาดและเนียนนุ่มชุ่มชื้นด้วยครีมนวดเป็นประจำ
นับเป็นปัจจัยป้องกันปัญหาโรคเท้าอื่นๆ ที่จะตามมาได้ เช่น ตาปลาและส้นเท้าแตกควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประเภทครีมบำรุงเท้าโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีสารชุ่มชื้นผิวเท้าที่รวดเร็ว เช่น ยูเรียครีม แต่ต้องไม่ทิ้งครีมตกค้างบริเวณซอกนิ้วเท้า

การจัดการกับส้นเท้าที่แตกและเป็นตาปลา
ไม่ควรใช้ใบมีดโกนหนวดมากำจัดหนังหนาๆ ที่ส้นเท้าหรือตาปลาเป็นอันขาด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่เท้าส้นเท้าที่มีหนังหนาและแตกนอกจากจะทำให้เท้าไม่สวยแล้วยังทำให้เจ็บปวดได้อีกด้วย บางรายแตกจนเห็นเลือดออกซิบๆสาเหตุเริ่มต้นมาจากการที่มีผิวแห้งมากๆเป็นเวลานานๆหรือในบางรายอาจเกิดจากการมีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคผิวหนัง เบาหวานไฮโปไทรอยด์ในบางครั้งส้นเท้าแตกอาจเกิดในคนอ้วนที่มีน้ำหนักกดทับที่เท้ามากๆ และต้องยืนนานๆ ในแต่ละวัน หรือเดินบนพื้นแข็งๆ ด้วยเท้าเปล่า

การดูแลรักษาเบื้องต้นสำหรับส้นเท้าแตก อาจเริ่มด้วย
1. การใช้ครีมบำรุงผิวที่เข้มข้น ประกอบด้วยสารหล่อลื่นและสารชุ่มชื้นผิวสูง เช่น ยูเรียครีม เป็นต้น ทาถูหนาๆ วันละ 2-3 ครั้ง ก่อนนอนควรทาครีมชนิดนี้หนาๆที่ส้นเท้าและทั่วผิวเท้า จากนั้นใช้ถุงพลาสติกที่ใหม่และสะอาดมาห่อหุ้มเท้าจนถึงรุ่งเช้า วิธีนี้เป็นการทำเซาว์น่าให้เท้าด้วยตนเองเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นและหล่อลื่นผิวเท้าที่รวดเร็วโดยเนื้อครีมจะสามารถแทรกซึมเข้าผิวหนังได้ดี ทำเช่นนี้ 1-3 วันจะพบว่าผิวเท้าเนียนนุ่มขึ้นอย่างชัดเจน

2. เมื่อส้นเท้านุ่มขึ้นและไม่เจ็บแล้วอาจใช้หินขัดเท้า ค่อยๆ ขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว หลุดลอกออกทีละน้อย ไม่ควรขัดออกทีละมากๆ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

3. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยตัวยาซาลิไซลิคแอร์ซิด (salicylic acid) 5-14% ซึ่งมีความเป็นกรดสูงตัวยาชนิดนี้ทำหน้าที่ขจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกจากผิว มีทั้งชนิดที่เป็นครีมหรือโลชั่นใส เวลาใช้ควรใช้สำลีชุบโลชั่นและป้ายที่ส้นเท้า วันละ1-2 ครั้งติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ จะพบว่าผิวหนังหนาแห้งๆจะทยอยหลุดลอกออกเวลาอาบน้ำ ผิวใหม่ที่ส้นเท้าจะเนียนนุ่มหลังจากนั้นต้องหมั่นบำรุงผิวเท้าตามที่กล่าวไปข้างต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ ส้นเท้าแตกได้อีก
อ้างอิงจาก นิตยสารฉลาดซื้อ

การดูแลเท้าอย่างถูกวิธี ตอนที่ 1

การดูแลเท้าอย่างถูกวิธี ตอนที่ 1
ผศ.พญ.นวพร ชัชวาลพาณิชย์
คลินิกสุขภาพเท้า ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู
Faculty of Medicine Siriraj Hospital 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
 

เท้านั้นสำคัญไฉน
           เท้าเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์  เท้าประกอบไปด้วยกระดูกชิ้นเล็กๆ  26  ชิ้น  เท้า  2  ข้างมีกระดูกรวมกันทั้งหมด  52  ชิ้น  ซึ่งเป็น  1  ใน  4  ของกระดูกทั้งหมดในร่างกาย  ข้อต่อในเท้า   มีทั้งหมด 38 ข้อ มีกล้ามเนื้อ 31 มัด มีเส้นเอ็นทั้งหมด 107 เส้น
           เท้าเป็นอวัยวะที่ทำงานหนัก ในขณะเดินมีแรงกระทำต่อเท้าข้างละประมาณ 120% ของน้ำหนักตัว  และในขณะวิ่งมีแรงกระทำต่อเท้าสูงถึงข้างละประมาณ 275%  ของน้ำหนักตัว มีการศึกษาพบว่าผู้ชายน้ำหนักตัว 68  กิโลกรัม  เท้าแต่ละข้างต้องรับน้ำหนัก  63.5  ตันในขณะเดิน  และสูงถึง  100 ตัน  เมื่อวิ่งเป็นระยะทาง  1.6  กิโลเมตร  มีผู้ประมาณการไว้ว่าชั่วชีวิตของมนุษย์ผู้หนึ่งจะใช้เท้าเดินเป็นระยะทางเฉลี่ยถึง  120,000 – 160,000  กิโลเมตร  ซึ่งยาวมากกว่า  3  ถึง  4  เท่าของระยะทางรอบโลกเสียอีก 

เราใช้เท้าทำงานหนักในแต่ละวันจึงควรดูแลเท้าให้มีสุขภาพดี  หลักการดูแลเท้าทำได้ดังนี้
     สิ่งที่ควรปฏิบัติในการดูแลเท้าทุกวัน
1. ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ
2. เช็ดเท้าให้แห้งทันที  โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า 
3. ถ้าผิวแห้ง ทาครีมบางๆ  ให้ทั่วทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า  แต่ไม่ทาบริเวณซอกนิ้วเท้า  เพราะอาจเกิดการหมักหมมได้
4. ถ้าเล็บยาวตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธีโดยตัดตามแนวขอบเล็บเท่านั้น  ไม่ตัดเล็บเซาะเข้าไปทางด้านข้างของเล็บ 
5. ถ้าอากาศเย็นให้ใส่ถุงเท้านอน 
6. ใส่รองเท้าตลอดเวลาแม้นจะอยู่ในบ้านก็ตาม
7. ใส่รองเท้าที่เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ
8. ออกกำลังเพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดมาสู่ปลายเท้า

การเลือกรองเท้าที่เหมาะสม
1.  เลือกแบบที่ปลอดภัยกับเท้า
           ปัจจุบันมีรองเท้าหลายแบบและหลายรูปทรงให้เลือก ควรลองรองเท้าลักษณะต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ รองเท้าที่เหมาะสมไม่ควร มีตะเข็บแข็งอยู่ด้านในและไม่ควรเลือกแบบที่ใส่แล้วคับเกินไป หลวมเกินไป หรือมีส่วนของรองเท้ากดหรือเสียดสีกับเท้า
2.  เลือกแบบของรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้า
           เลือกรูปทรงรองเท้าที่เหมาะสมและมีลักษณะใกล้เคียงกับรูปเท้าของเราก่อน แล้วจึงลองขนาดของรองเท้า
3.  ไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนของขนาดรองเท้า           รองเท้าเบอร์เดียวกันจะมีขนาดต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อ แม้รองเท้ายี่ห้อเดียวกัน ถ้ารูปทรงต่างกันขนาดก็แตกต่างกัน ดังนั้นห้ามซื้อรองเท้าจากการดูเบอร์ ต้องลองสวมรองเท้าก่อนซื้อทุกครั้ง
4.  วัดขนาดเท้าทั้งสองข้างก่อนเลือกซื้อรองเท้าเสมอ           เท้าคนเราเปลี่ยนแปลงได้ทั้งขนาดและรูปร่างในแต่ละช่วงอายุ อีกทั้งคนส่วนใหญ่มักมีเท้าข้างใดข้างหนึ่งกว้างหรือยาวกว่าอีกข้างหนึ่ง ดังนั้นควรลองสวมรองเท้าทั้งสองข้างก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง
5.  ลองสวมเดินทุกครั้ง
           เมื่อเลือกรองเท้าได้แล้ว ต้องลองสวมเดินก่อนซื้อทุกครั้งเพราะรองเท้าที่ดีต้องสวมสบายทั้งในขณะนั่ง ยืนและเดิน
6.  ความยาวของรองเท้าที่เหมาะสม           ความยาวที่เหมาะสม คือ ใส่แล้วมีระยะระหว่างปลายนิ้วที่ยาวที่สุดกับปลายของรองเท้าเหลือประมาณ 3/8 – 1/2 นิ้วฟุต หรือเท่ากับขนาดความกว้างของนิ้วหัวแม่มือ
7.  ความกว้างของรองเท้าที่เหมาะสม           ความกว้างที่เหมาะสม คือ ส่วนที่กว้างที่สุดภายในรองเท้าควรกว้างเท่ากับความกว้างที่สุดของเท้าและอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน
8.  ส้นเท้าต้องอยู่พอดีกับส้นรองเท้า
           ตำแหน่งของส้นเท้าควรอยู่กับตำแหน่งของส้นรองเท้าและมีความกระชับพอดี  เมื่อเดินแล้วรองเท้าไม่หลุดจากส้นเท้า
9.  ถ้าใส่วัสดุเสริมในรองเท้าต้องเปลี่ยนขนาดรองเท้าให้เหมาะสม           สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้วัสดุเสริมภายในรองเท้า เช่น แผ่นรองใต้ฝ่าเท้า วัสดุเหล่านี้ทำให้รองเท้าคับขึ้น ดังนั้นเวลาเลือกรองเท้าต้องใส่วัสดุเสริมในรองเท้าก่อนลอง เพื่อให้ได้ขนาดรองเท้าที่เหมาะสม
10. เท้าเปลี่ยนขนาดได้ตามเวลาและชนิดของกิจกรรม
           เท้าเปลี่ยนขนาดและรูปร่างได้ในแต่ละช่วงของวัน เท้ามักจะขยายหลังจากเดินมาก นั่งห้อยเท้านาน ๆ หรืออกกำลังกาย ดังนั้น ก่อนเลือกรองเท้าต้องคำนึงถึงเวลาและกิจกรรมที่จะนำไปใช้ให้สอดคล้องกันด้วย                                               

           การออกกำลังเพื่อบริหารข้อเท้าและกล้ามเนื้อเท้าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดมาสู่ปลายเท้า 

ท่าบริหารทำได้โดย 
1. กระดกข้อเท้าขึ้นและลงสลับกันช้าๆ
2. หมุนข้อเท้า  โดยหมุนเข้าและหมุนออกช้าๆ 
3. ใช้นิ้วเท้าจิกผ้าที่วางอยู่บนพื้นเพื่อบริหารกล้ามเนื้อเล็กๆในเท้า
4. นั่ง ยกขาขึ้น  เหยียดเข่าตึง  แล้วกระดกข้อเท้าขึ้นค้างไว้นับ 1 – 6 ในใจถือเป็น 1 ครั้ง
     
           *จะเห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพเท้าทำได้ไม่ยากเลย หากว่าเราใส่ใจให้เวลาสักนิด เท้าก็จะอยู่กับเราตลอดไป*
ด้วยความปราถนาดีจาก ยางรองส้นเท้า Heelsoother

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การทำงานหน้าจอนานๆ ระวังคอมพิวเตอร์จะเป็น แดร็กคูล่า "ดูด" เลือดคุณ

การทำงานหน้าจอนานๆ ระวังคอมพิวเตอร์จะเป็น แดร็กคูล่า "ดูด" เลือดคุณ
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานออฟฟิศ ผู้ที่ติดเกมส์หรือผู้ที่ชอบท่องในสังคมออนไลน์ไม่ว่าที่ไหนๆ เรามักจะเห็นคนที่นั่งจ้อง เดินจ้องสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตจนเพลิดเพลินโดยไม่สนใจคนรอบข้าง เรียกได้ว่าติดคอมพิวเตอร์หรือติดสมาร์ทโฟนมากกว่าติดแฟนเสียอีก
หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมเสพติดคอมพิวเตอร์ โปรดฟังคำเตือนจากแพทย์จีน: คอมพิวเตอร์จะกลายเป็นแดร็กคูล่า "ดูด" เลือและทำลายสุขภาพคุณทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว เพราะการใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานจะทำลายเลือดในตับ
หลายคนคงมีประสบการณ์กับการใช้สายตาหน้าคอมพิวเตอร์ หรือการอ่านหนังสือติดต่อกันนานเกินไปจะรู้สึกตาแห้ง ตามัว จริงๆ แล้ว ตาแห้งหรือตามัวเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ อาการที่แสดงว่าตาเราอ่อนล้าแล้วในทัศนะการแพทย์จีน การใช้สายตามากเกินไปจะทำลายเลือดในตับโดยตรง ทั้งนี้ เนื่องจากตาและตับเป็นอวัยวะที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเป็นพิเศษโดยจะเกื้อหนุนและส่งผลกระทบโดยตรงซึ่งกันและกัน จึงมีสุภาษิตการแพทย์จีนว่า ตาเป็นหน้าต่างของตับ ส่วนหนึ่งในหน้าที่สำคัญของตับคือเก็บสะสมและรักษาความสมดุลของเลือดภายในร่างกาย ความสมบรูณ์ของเลือดในตับนอกจากจะทำให้ร่างกายของคนเราแข็งแรง สมบรูณ์ มีชีวิตชีวาแล้ว ยังมีผลโดยตรงที่จะทำให้ตาเรามองเห็นชัดเจน แยกสีได้อย่างแม่นยำ แต่ถ้าตับไม่แข็งแรงก็จะแสดงอาการที่ตา เช่น
•เลือดในตับพร่องลง จะทำให้เกิดอาการตาแห้ง ตามัว มองไม่ชัด ตาบอดกลางคืน สายตาเสื่อม
•ตับร้อนเกินไป จะทำให้เกิดอาการตาบวมแดง ปวดตา เป็นแผลที่ตาดำ
•ตับร้อน-ชื้นเกินไป จะทำให้เกิดอาการตาเหลือง
•ลมในตับ จะทำให้เกิดอาการตาเข ตาเหลือกขึ้นบน
ในทางกลับกัน การใช้สายตามากเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจ้องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ติดต่อกันเป็นเวลานานย่อมจะส่งผลกระทบต่อตับ ทำให้เลือดในตับพร่องลง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพทั่วทั้งร่างกาย เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้าตาซีดเซียว ไม่มีเลือดฝาด นอนไม่หลับ ฝันบ่อย หาวนอนบ่อย เวียนศีรษะ หน้ามืด ปวดต้นคอ แขนขาชา แขนขายืดหดไม่สะดวก ประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นฝ้าบนหน้า ผิวหนังเหี่ยวย่น หยาบกร้าน ภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นหวัดง่าย ผมแห้งหลุดร่วงง่าย เป็นต้น
จากการศึกษาของการแพทย์ปัจจุบันพบว่า ผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่มีการแผ่รังสีจะเสี่ยงต่อภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ทำให้อ่อนเพลีย มึนศีรษะ ตาแห้ง ภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นหวัดง่าย คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตทั้งหลายจึงกลายเป็นแดร็กคูล่า "ดูด" เลือดคุณทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อมีการบำรุงเลือดเป็นประจำ อาหารทั้งหลายที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ก็จะค่อยๆ ทุเลาลงและอาจหายไปในที่สุด
ด้วยความปราถนาดีจาก heelsoother
ที่มา : Health Focus Enwei Health Balance