วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558

ทดสอบความทนทานของยางรองส้นเท้า Heelsoother

สำหรับท่านลูกค้าที่ไม่มันใจในประสิทธิภาพของแผ่นยางรองส้นเท้า HeelSoother เราขอให้ท่านเข้ามาดูอัลบั้มนี้ ซึ่งเป็นการทดสอบการดึงของแผ่นยางรองส้นเท้า พบว่าสามารถทนแรงดึงได้สูงมาก เราจึงกล้ามั่นใจที่จะรับประกันคุณภาพตัวสินค้า 2 ปีเต็ม







สนับสนุนโดย www.heelsoother.com และ www.fb.com/heelsoother

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558

ส่งของ 07/01/58

รอบเที่ยงส่งของไปแล้วนะครับ 
ร้านแสงชัยเจริญไลท์ติ้ง กรุงเทพมหานคร EN837232322TH ถึงพรุ่งนี้นะครับ กทม ส่งก่อนเที่ยงวันเดียวถึงครับ
คุณภัทรศิริ วิเชียรบุรี เพชรบูรณ์ EN837232326TH ได้รับของแล้วส่งไก่ย่างวิเชียร์บุรีมาให้ทานมั่งนะครับ อิอิ

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558

ส่งยางรองส้นเท้า ประจำวันที่ 06 มกราคม 2558

ขอบคุณคุณทวีพร ลูกค้าจากสมุทรสงคราม เลข ems คือ EN837081548TH ที่สั่งยางรองส้นเท้าเพื่อสุขภาพของเราไปใช้ ขอให้หายปวดเท้าใวๆนะครับ

วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ( รองช้ำ )


เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ( รองช้ำ )

อาการปวดบริเวณส้นเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อเท้า กระดูกงอกที่ฝ่าเท้าหรือที่เส้นเอ็นร้อยหวาย กระดูกเท้าบิดผิดรูป โรครูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ หรือ กระดูกหัก เป็นต้น 

สาเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริงยังไม่ทราบ แต่ เชื่อว่าเป็นเพราะความเสื่อมบริเวณที่เส้นเอ็นฝ่าเท้าเกาะกับกระดูก

พบมาก ในผู้หญิงวัยกลางคน ยืนหรือเดินนาน ๆ น้ำหนักตัวมาก ใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม หรือ เท้าแบน เท้าบิด 

อาการที่พบได้บ่อย คือ หลังจากนอนหรือนั่งสักพักหนึ่ง เมื่อเริ่มเดินลงน้ำหนักจะรู้สึกปวดส้นเท้ามาก แต่ หลังจากที่เดินไปได้สักพัก อาการปวดก็จะทุเลาลง แต่ถ้าเดินนาน ๆ ก็อาจปวดมากขึ้นอีกได้ มักจะปวดมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า และจะดีขึ้นในช่วงตอนสาย หรือ ตอนบ่าย ถ้ากระดกข้อเท้าขึ้นหรือกดที่ส้นเท้า จะปวดมากขึ้น

ผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 30-70 ถ้าถ่ายภาพรังสีของเท้า จะพบว่ามีกระดูกงอกที่ไต้ฝ่าเท้าได้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะพบกระดูกงอกจากภาพรังสี แต่ก็อาจจะไม่เกี่ยวกับอาการปวดส้นเท้า จึงไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพรังสีทุกคน

โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยเส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ รักษาให้หายขาดได้ ด้วยวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัด แต่อาจจะต้องใช้เวลารักษานานหลายเดือน อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้ารักษาไปแล้ว 6 - 9 เดือน ก็ยังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด 


แนวทางการรักษาด้วยตนเอง

1. ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด หรือ กิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก เช่น การยืนหรือ เดินนาน ๆ เป็นต้น และควรออกกำลังที่ไม่ต้องมีการลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้ามากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น

2. บริหาร เพื่อยืดกล้ามเนื้อน่อง และ เส้นเอ็นฝ่าเท้า

3. หลีกเลี่ยงการเดินด้วยเท้าเปล่า และ ใส่รองเท้าที่เหมาะสม ขนาดพอดีไม่หลวมเกินไป มีพื้นรองเท้าที่นุ่ม และมีแผ่นรองรับอุ้งเท้าให้นูนขึ้น อาจใช้แผ่นนุ่มๆ รองที่ส้นเท้า (หนา ½ นิ้ว) ใส่รองเท้าส้นสูงประมาณ 1 – 1.5 นิ้ว หรือ ใช้แผ่นยางสำหรับรองส้นเท้าโดยเฉพาะ เช่น Heel cups , Tuli cups เป็นต้น

4. ประคบด้วยความร้อนหรือความเย็น หรือ ใช้ยานวด นวดฝ่าเท้า หรือ ใช้ผ้าพันที่ฝ่าเท้าและส้นเท้า

5. ลดน้ำหนัก เพราะถ้าน้ำหนักมาก เส้นเอ็นฝ่าเท้าก็ต้องรับน้ำหนักมาก ทำให้ผลการรักษาไม่ดี และ หายช้า


แนวทางการรักษาโดยแพทย์

1. รับประทานยา เช่น ยาแก้ปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ

2. ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ บริเวณส้นเท้าจุดที่ปวด แต่ไม่ควรฉีดเกิน 2 ครั้งใน 1 เดือน เพราะอาจทำให้เกิดเส้นเอ็นฝ่าเท้าเปื่อยและขาดได้ ก่อนจะฉีดต้องทำความสะอาดที่ผิวหนังอย่างดี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ขณะฉีดยาสเตียรอยด์จะรู้สึกปวดแล้วก็จะชา แต่หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ ( ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ) ก็อาจเกิดอาการปวดซ้ำอีกครั้ง จึงควรรับประทานยา หรือ ประคบด้วยน้ำอุ่น กันไว้ก่อน

3. ทำกายภาพบำบัด เช่น ใช้ความร้อนลึก (อัลตร้าซาวด์) ดัดยืดเส้นเอ็นฝ่าเท้า ใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เป็นต้น

4. ใส่เฝือกชั่วคราวให้ข้อเท้ากระดกขึ้น ในตอนกลางคืน หรือ ถ้าเป็นมาก อาจต้องใส่เฝือกตลอดทั้งวัน

5. การผ่าตัด จะทำก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล คือ อาการปวดไม่ดีขึ้นหลังรับการรักษาอย่างเต็มที่ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 - 9 เดือน หรือ สาเหตุการปวดเกิดจากเส้นประสาทบริเวณฝ่าเท้าถูกกดทับ 

ปวดเท้า ดูแลอย่างไรดี

คำถาม
เรียนท่านผู้รู้นะค่ะ 
เนื่องด้วยดิฉันปวดส้นเท้าขวามานานเเล้ว (ไปพบคุณหมอ ท่านพบว่าเป็นคนเท้าแบน)
แต่ล่าสุดนี้มาปวดตาตุ่มด้านใน และปวดด้านค่ะ (ท่านให้ยามาท่าน ก็ยังไม่หายค่ะ)
ยาก็ท่าน หาหมอก็หลายท่านแล้ว
ยาทาก็นวดเบาๆ. น้ำอุ่นก็แช่
อาการปวด และ ปวมก็ยังมีค่ะ
รบกวนช่วยตอบด้วยนะค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ


ตอบ
หากอาการบวมยังมีอยู่ แสดงว่ายังคงมีอาการอักเสบอยู่เยอะค่ะ
อาจจะต้องเปลี่ยนจากการใช้การแช่น้ำร้อน เป็นการแช่น้ำเย็นหรือประคบแผ่นเย็นบริเวณที่เป็นแทนค่ะ
เพราะความเย็นจะช่วยลดการอักเสบได้ดีกว่าความร้อน
ในส่วนของความร้อนใช้ได้ เพื่อลดความตึงตัวค่ะ แต่ต้องรอให้หายอักเสบมากกว่านี้ก่อน

ทายาและคลึงบริเวณที่เป็นเบา ๆ ทำดีแล้วค่ะ
อาจจะเพิ่มเรื่องการยืดกล้ามเนื้อ หรือลดการใช้งานไปเพิ่มเติม 
เพราะหากเรายังต้องเดินมาก ๆ อยู่ ก็จะทำให้อาการอักเสบ อักเสบไปเรื่อย ๆ ไม่หายเสียที
ในบางกรณีหากเราไม่ได้ออกไปทำงานเยอะ อาจให้ใส่รองเท้านิ่ม ๆ เวลาเดินในบ้านด้วยค่ะ และหากเราต้องเดินข้างนอกมาก อาจจะลองพิจารณาหารองเท้าสุขภาพที่เหมาะสม 
เพื่อไม่ให้แรงกดทับเกิดกับส้นเท้าเรามากค่ะ

ส่วนท่าบริหาร ส่วนมากจะเน้นเพื่อการยืดกล้ามเนื้อน่อง เพราะกล้ามเนื้อน้องจะไปต่อกับเอ็นบริเวณใต้ส้นเท้าที่คนไข้เป็นค่ะ
โดยอาจจะใช้ท่านั่งบนเตียง แล้วยืดขาข้างที่จะเป็นไปทางด้านหน้า ใช้ผ้าคล้องบริเวณปลายเท้าแล้วให้คนไข้ออกแรงดึงเข้าหาตัว เพื่อให้เกิดอาการตึงบริเวณน่อง ทำค้างไว้ 10 วินาที 10 ครั้ง
หรือหากมีไม้ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม ก็จะสามารถขึ้นไปยืนได้ 
คุณสุมาลีสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน google นะคะ 

ลองรักษาด้วยตนเองดูก่อนค่ะ หากสัก 1-2 สัปดาห์ไม่หาย แนะนำมาพบนักกายภาพบำบัดเพื่อทำการรักษาหรือให้คำแนะนำต่อไป

ANS
ขอบคุณ คุณหมอมากๆๆค่ะ
สุมาลี ลืมบอกไปว่าส้นเท้าขวาเจ็บก่อน ( คุณบอกว่าเท้าแบน)
ส่วนเท้าซ้ายปวดตาตุ่มด้านใน( ปวดมากค่ะ )
แต่ก็จะลองทำตาม ที่คุณหมอแนะนำนะค่ะ
ขอบคุณมากๆๆอีกครั้งค่ะ

ด้วยความปราถนาดีจาก ยางรองเส้นเท้า HeelSoother สวมใส่เพื่อลดและป้องกันอาการปวดส้นเท้า 
เครดิต

วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปวดข้อ อย่ารอนาน

ปวดข้อ อย่ารอนาน
ปัญหาปวดข้อไม่ใช่เรื่องปกติไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด อย่าถอดใจยอมแพ้ง่าย ๆ

เช้าวันนี้ อาจมีใครหลายคนที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นจากการได้พักผ่อน จนกระทั่งนาทีที่จะลุกจากเตียงนั่นเอง ความรู้สึกปวดบริเวณข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อสะโพกก็แล่นเข้ามาแบบเฉียบพลัน
เมื่อรู้สึกปวดข้อ คนส่วนใหญ่มักบรรเทาความกังวลใจด้วยการให้เหตุผลกับตัวเองว่า “สงสัยเพราะเราอายุมากขึ้น เรื่องปวดข้อก็น่าจะเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา”จนเวลาผ่านไปเป็นปี ๆ อาการปวดข้อกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อมีอาการก็รับประทานยาบรรเทา กิจกรรมอะไรที่ทำแล้วปวดจนทนไม่ไหวก็งดไปและเรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่กับมัน หากเรื่องทำนองนี้ฟังดูคุ้น ๆ Better Health ฉบับเรื่องข้อ มีคำตอบจาก นพ. วศิน กุลสมบูรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู มาฝากคุณ

ต้นตอของความปวด
เมื่อมีอาการปวดบวมบริเวณข้อการสรุปเอาเองว่ามีสาเหตุมาจาก วัย หรือ “สงสัยว่าข้อจะเสื่อม” อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะในความเป็นจริง อาการปวดข้ออันเนื่องมาจากข้อเสื่อมนั้นเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ สาเหตุของอาการปวดข้อเท่านั้นที่สำคัญสาเหตุส่วนมากไม่เกี่ยวข้องกับวัยหรืออายุเลย
“อาการปวดข้อโดยมากเป็นผลมาจากภาวะการอักเสบของข้อ” นพ. วศินอธิบาย “คำว่าข้ออักเสบเป็นคำที่ค่อนข้างกว้าง และเมื่อเรากล่าวถึงข้อ เราไม่ได้หมายถึงเฉพาะกระดูกสองหรือสามชิ้น แต่หมายความถึง ส่วนประกอบของข้อทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผิวข้อซึ่งเป็นกระดูกอ่อน หมอนรองข้อ หรือเส้นเอ็นบริเวณข้อ การจะวินิจฉัยหาสาเหตุที่ทำให้ข้ออักเสบจึงไม่ง่ายนัก ประกอบกับสาเหตุของข้ออักเสบที่เป็นไปได้นั้นมีอยู่มากกว่าร้อยชนิด”

ในบรรดาสาเหตุของข้ออักเสบนับร้อยนั้น สาเหตุที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด เห็นจะเป็นข้ออักเสบเนื่องจากอุบัติเหตุ ข้ออักเสบจากภาวะข้อเสื่อมข้ออักเสบรูมาตอยด์ และข้ออักเสบจากโรคเกาต์ ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ การติดเชื้อ โรคภูมิแพ้บางชนิด โรคผิวหนังและโรคอื่น ๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีการอักเสบบวม ปวดเรื้อรังเป็นเวลานานก็จะกลายเป็นสาเหตุของภาวะข้อเสื่อมซึ่งเป็นภาวะที่บั่นทอนประสิทธิภาพการใช้งานของข้อลงอย่างน่าเสียดาย

รู้ก่อน รักษาก่อน
“การใส่ใจดูแลข้อเมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญมากต่อสุขภาวะของข้อในระยะยาว” นพ. วศินกล่าว “เมื่อมีการอักเสบของข้อและมีอาการปวดสิ่งที่หลายคนมักทำก็คือรอดูอาการหรือรอให้หายไปเอง บางรายรับประทานยาบรรเทาปวดซึ่งช่วยให้ทุเลาลงได้จึงเลื่อนการพบแพทย์ออกไป ตรงนี้สำคัญเพราะเท่ากับว่าต้นตอของปัญหาไม่เคยได้รับการแก้ไขเลย”
นพ. วศินยกตัวอย่างเรื่องข้อเสื่อมซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยทั้งในผู้สูงอายุและผู้ที่มีน้ำหนักมาก ภาวะข้อเสื่อมเกิดขึ้นเมื่อผิวกระดูกอ่อนถูกทำลายโดยอาจมีการลอกหลุด หรือบางลงจนมีอาการปวดหรือข้อไม่อาจเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหล คล่องแคล่ว และเต็มองศาการเคลื่อนไหวได้เหมือนเดิม
“เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการข้อติด ปวดบวม พักแล้วก็ไม่หาย สิ่งที่แรกที่แพทย์จะทำคือหาสาเหตุที่แท้จริงโดยการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น จากนั้นอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรืออื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้การรักษาตรงตามขั้นตอนและสาเหตุอย่างแท้จริงอย่าง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะข้อเสื่อมและมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ผู้ป่วยก็จะได้รับคำแนะนำเพื่อช่วยลดน้ำหนักลงซึ่งก็จะช่วยในการบรรเทาอาการปวดลงได้” นพ. วศินกล่าว
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือมีโรคแทรกซ้อน แพทย์ก็จะช่วยเหลือและแนะนำวิธีการอื่น ๆ ที่เหมาะสมอย่างเช่นการใช้ยาบรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบไปพร้อม ๆ กับการแก้ไขไปถึงต้นเหตุซึ่งอาจเป็นโรคเรื้อรังหรือความผิดปกติอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อเนื่องมายังข้อการฉีดยา การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู การใช้อุปกรณ์ประคองข้อการถนอมการใช้ข้อ การทำกายภาพบำบัด เป็นต้น แต่หากอาการของผู้ป่วยหนักหนาสาหัสจริง ๆ แพทย์ก็จะเลือกใช้การผ่าตัด
     
หลังการรักษา 
ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัดข้อนั้นก้าวหน้าไปมากและผู้ป่วยก็มีความบอบช้ำน้อยลง แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยเริ่มทำการฟื้นฟูให้เร็วที่สุดเพื่อฟื้นฟู คง หรือเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ ตลอดจนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อ ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าหรือข้อสะโพกเทียม แพทย์มักแนะนำให้เริ่มทำการฟื้นฟูภายใน 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ นพ. วศิน มีคำแนะนำดังต่อไปนี้
อย่าอยู่นิ่ง ผู้ป่วยบางรายอาจเข้าใจว่าภายหลังการผ่าตัดใหม่ ๆ แล้วควรอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ พักข้อไว้ก่อนเนื่องจากยังมีอาการปวดอยู่ ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิด ถึงแม้ว่าจะยังมีอาการปวดอยู่ แต่การที่ผู้ป่วยพยายามเคลื่อนไหวข้อหลังการผ่าตัดเท่าที่จะทำได้ ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเท่านั้น ยังช่วยให้ข้อเทียมที่ใส่เข้าไปกระชับเข้าที่ ตลอดจนลดโอกาสในการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันที่ขา ช่วยฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อ ซึ่งเป็นการยืดอายุการใช้งานของข้อใหม่อีกด้วย 

ท่าบริหารง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในช่วงแรก ๆ คือการนอนหงาย แล้วค่อย ๆ งอเข่านำข้อเท้าเข้าหาสะโพกให้มากที่สุดก่อนยืดให้สุดอีกครั้ง ทำซ้ำประมาณ 5-10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ หรือเท่าที่ผู้ป่วยจะทำไหว นอกจากนี้ผู้ป่วยยังควรบริหารกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วยโดยการกระดกข้อเท้าขึ้นลงช้า ๆ ในท่านอน หรือเหยียดเกร็งเข่าโดยมีหมอนรองรับที่ข้อเท้า เป็นต้น

ลดอาการปวด อาการปวดเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญทำให้ผู้ป่วยไม่อาจขยับข้อเพื่อการฟื้นฟูข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยอาจใช้วิธีประคบเย็นวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที หรือในรายที่ปวดมาก ๆ แพทย์อาจช่วยด้วยยาบรรเทาปวด

ใช้อย่างถนอม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อจะทำให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถใช้ข้อที่เปลี่ยนใหม่ได้อย่างอิสระเต็มที่เหมือนตอนอายุน้อย ๆ เพื่อรักษาให้ข้อใหม่มีอายุการใช้งานให้นานที่สุด พึงใช้งานอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลายข้อ อาทิ นั่งยอง ๆ วิ่งขึ้นลงบันได นั่งขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งกับพื้น เป็นต้น

ปัญหาเรื่องข้อและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เรื่องที่หลายคนจะปรับตัวให้ชินได้ง่ายนัก หากต้องแลกมาด้วยการต้องคอยพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลาแม้ในการทำกิจกรรมพื้น ๆ เมื่อสังเกตหรือรู้สึกถึงปัญหา อย่ามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการปล่อยปละละเลยจนเวลาเนิ่นช้าออกไป เรื่องเล็ก ๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้เลยทีเดียว




 
“ภาวะข้อเสื่อมเกิดขึ้นเมื่อ
ผิวกระดูกอ่อนถูกทำลาย
โดยอาจมีการลอกหลุด
หรือบางลงจนข้อไม่อาจเคลื่อนไหวได้อย่าง
คล่องแคล่ว และเต็มองศาการเคลื่อนไหว”

นพ. วศิน กุลสมบูรณ์

 

  



อาการปวดข้อเกิดจากอะไรได้บ้าง 

สาเหตุที่ทำให้ข้ออักเสบและปวดข้อมีมากมายหลายประการโดยสาเหตุที่พบได้บ่อย เช่น
+ ภาวะข้อเสื่อม
+ การบาดเจ็บของข้อและเนื้อเยื่อข้อ
+ ข้ออักเสบรูมาตอยด์
+ โรคเกาต์
+ โรคกระดูกพรุน
+ โรคแพ้ภูมิตนเอง
+ ข้ออักเสบจากโรคสะเก็ดเงิน
+ ภาวะติดเชื้อในกระดูกหรือข้อ
+ ภาวะติดเชื้อจากโรคอื่น ๆ เช่น หนองใน เนื้องอกหรือมะเร็งที่กระดูก



ด้วยความปราถนาดีจาก ยางรองส้นเท้า HeelSoother เพื่อลดและป้องกันอาการปวดเส้นเท้า เข่า สะโพก เอว หลัง
ที่มา

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปวดส้นเท้า เอาไงดี

ปวดส้นเท้า เอาไงดี 


ท่านผู้อ่านหลายๆท่านอาจจะกำลังประสบปัญหาเดียวกัน นั่นก็คือปวดส้นเท้าไม่ทราบสาเหตุ ปวดแบบเรื้อรังมานานรบกวนการยืน เดิน ในชีวิตประจำวัน วันนี้มีวิธีการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่มีอาการปวดส้นเท้าอย่างง่ายๆ มาฝากท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ

อาการปวดส้นเท้าเกิดจากอะไร?

ก่อนที่จะทราบวิธีการรักษาเบื้องต้น เราควรรู้ถึงสาเหตุหลักๆของอาการปวดส้นเท้ากันก่อน สาเหตุของอาการปวดส้นเท้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมสภาพของพังผืดตามการใช้งาน การเดินและรับน้ำหนักมากเกินไป หรือการมีกระดูกงอกบริเวณส้นเท้า แต่สาเหตุของอาการปวดส้นเท้าที่พบได้บ่อย ได้แก่ เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar fasciitis) หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า "โรครองช้ำ" นั่นเอง ซึ่งอาการดังกล่าวพบได้บ่อย ในผู้หญิงวัยกลางคน ผู้ที่อ้วน หรือ มีรูปเท้าผิดปกติ เช่น เท้าแบน เท้าบิด ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริงยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเป็นเพราะความเสื่อมในจุดที่เส้นเอ็นฝ่าเท้าเกาะกับกระดูกเส้น เอ็นฝ่าเท้าจะเกาะอยู่ระหว่างส้นเท้ากับนิ้วเท้า เมื่อเส้นเอ็นหรือกระดูกบริเวณส้นเท้า ได้รับแรงที่มากเกินไป เช่น การยืนหรือเดินนาน ๆ น้ำหนักตัวมาก อุบัติเหตุ หรือ ใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น ทำให้เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบได้ ลักษณะของอาการปวดที่พบได้บ่อย คือ หลังจากนอนหรือนั่งพักเป็นเวลานานๆ แล้วลุกขึ้นเริ่มเดินลงน้ำหนักในช่วงแรก ๆ จะรู้สึกปวดมาก แปล๊บๆที่ส้นเท้า แต่หลังจากที่เดินไปได้สักพัก อาการปวดก็จะทุเลาลง


อาการปวดส้นเท้ารักษาอย่างไรให้หายขาด?

ผู้ป่วยเส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่อาจจะต้องใช้เวลารักษานานหลายเดือน หรืออาจจะเร่งกระบวนการในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ โดยใช้วิธีการทำกายภาพบำบัด และการรักษาทางการแพทย์โดยการทานยาลดปวดลดอักเสบ ส่วนวิธีการผ่าตัดนั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมนำมาใช้ในการรักษา แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือวิธีการดูแลตัวเอง ดังนี้

1.  ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด หรือ กิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก เช่น การยืนหรือ เดินนาน ๆ เป็นต้น และควรออกกำลังที่ไม่ต้องมีการลงน้ำหนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เป็นต้น

2. บริหารเพื่อยืดกล้ามเนื้อน่อง และ เส้นเอ็นฝ่าเท้า เป็นประจำ

3. นวดฝ่าเท้าเบาๆเพิ่อเป็นการผ่อนคลาย หรือ ใช้ผ้าพันที่ฝ่าเท้าและส้นเท้าเพื่อลดการบาดเจ็บต่อเอ็นฝ่าเท้า

4. ใส่รองเท้าที่มีขนาดพอดีไม่หลวมหรือคับจนเกินไป สำหรับผู้ที่เท้าแบนควรเสริมพื้นรองเท้าด้วยแผ่นรอง เพื่อรับอุ้งเท้าให้นูนขึ้น อาจใช้แผ่นนุ่ม ๆ รองอีกทีที่ส้นเท้าเพื่อลดอาการปวดจากแรงกดเวลาลงน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการเดินด้วยเท้าเปล่า


5.  ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่น อาจใช้น้ำแข็งทุบใส่ในถุงพลาสติกแล้วห่อด้วยผ้าขนหนู หรือ ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น ประคบบริเวณที่ปวดประมาณ 10 - 15 นาที หรือ ประคบด้วยความร้อน 4 นาที สลับกับความเย็น 1 นาที หรือใช้ครีมนวดแก้ปวด ก็ได้แต่ต้องระวังอย่านวดแรงเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อฟกช้ำมากขึ้นไป ถ้าปวดมากอาจรับประทานหรือทายาแก้ปวด

6. ลดน้ำหนัก เพื่อลดแรงกดเมื่อเดินลงน้ำหนัก

ถ้าดูแลตัวเองได้ดีเช่นนี้ รับรองอาการปวดส้นเท้าของท่านจะต้องลดลงอย่างแน่นอนค่ะ!!!


ที่มา :  chiromedbangkok

ด้วยความปราถนาดีจาก ยางรองส้นเท้า HeelSoother เดินนุ่มสบายเท้า