สนับสนุนโดย www.heelsoother.com และ www.fb.com/heelsoother
เหนือกว่ายางสังเคราะห์ และ ซิลิโคนเจล ด้วยยางพาราไทย ซึ่งมีคุณภาพเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ไม่ยุบตัว และไม่แข็งตัวขึ้นตลอดการใช้งาน งานวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ร่วมกับคณะแพทย์สาขาอโทปิดิกส์ ใช้สวมใส่เพื่อลดและป้องกันอาการปวดส้นเท้า ปวดเข่า ปวดข้อเท้า ปวดหลัง ปวดสะโพก อันเกิดมาจากแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า ลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าได้ 57% และลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าด้านในใด้ 71% ซึ่งเป็นบริเวณที่บอบบางต่อการเจ็บปวด รับประกัน 2 ปี
วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558
ทดสอบความทนทานของยางรองส้นเท้า Heelsoother
สำหรับท่านลูกค้าที่ไม่มันใจในประสิทธิภาพของแผ่นยางรองส้นเท้า HeelSoother เราขอให้ท่านเข้ามาดูอัลบั้มนี้ ซึ่งเป็นการทดสอบการดึงของแผ่นยางรองส้นเท้า พบว่าสามารถทนแรงดึงได้สูงมาก เราจึงกล้ามั่นใจที่จะรับประกันคุณภาพตัวสินค้า 2 ปีเต็ม
วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558
ส่งของ 07/01/58
รอบเที่ยงส่งของไปแล้วนะครับ
ร้านแสงชัยเจริญไลท์ติ้ง กรุงเทพมหานคร EN837232322TH ถึงพรุ่งนี้นะครับ กทม ส่งก่อนเที่ยงวันเดียวถึงครับ
คุณภัทรศิริ วิเชียรบุรี เพชรบูรณ์ EN837232326TH ได้รับของแล้วส่งไก่ย่างวิเชียร์บุรีมาให้ทานมั่งนะครับ อิอิ
ร้านแสงชัยเจริญไลท์ติ้ง กรุงเทพมหานคร EN837232322TH ถึงพรุ่งนี้นะครับ กทม ส่งก่อนเที่ยงวันเดียวถึงครับ
คุณภัทรศิริ วิเชียรบุรี เพชรบูรณ์ EN837232326TH ได้รับของแล้วส่งไก่ย่างวิเชียร์บุรีมาให้ทานมั่งนะครับ อิอิ
วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558
ส่งยางรองส้นเท้า ประจำวันที่ 06 มกราคม 2558
ขอบคุณคุณทวีพร ลูกค้าจากสมุทรสงคราม เลข ems คือ EN837081548TH ที่สั่งยางรองส้นเท้าเพื่อสุขภาพของเราไปใช้ ขอให้หายปวดเท้าใวๆนะครับ
วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558
เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ( รองช้ำ )
เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ( รองช้ำ )
อาการปวดบริเวณส้นเท้า อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ เส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อเท้า กระดูกงอกที่ฝ่าเท้าหรือที่เส้นเอ็นร้อยหวาย กระดูกเท้าบิดผิดรูป โรครูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ หรือ กระดูกหัก เป็นต้น
สาเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริงยังไม่ทราบ แต่ เชื่อว่าเป็นเพราะความเสื่อมบริเวณที่เส้นเอ็นฝ่าเท้าเกาะกับกระดูก
พบมาก ในผู้หญิงวัยกลางคน ยืนหรือเดินนาน ๆ น้ำหนักตัวมาก ใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม หรือ เท้าแบน เท้าบิด
อาการที่พบได้บ่อย คือ หลังจากนอนหรือนั่งสักพักหนึ่ง เมื่อเริ่มเดินลงน้ำหนักจะรู้สึกปวดส้นเท้ามาก แต่ หลังจากที่เดินไปได้สักพัก อาการปวดก็จะทุเลาลง แต่ถ้าเดินนาน ๆ ก็อาจปวดมากขึ้นอีกได้ มักจะปวดมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า และจะดีขึ้นในช่วงตอนสาย หรือ ตอนบ่าย ถ้ากระดกข้อเท้าขึ้นหรือกดที่ส้นเท้า จะปวดมากขึ้น
ผู้สูงอายุประมาณร้อยละ 30-70 ถ้าถ่ายภาพรังสีของเท้า จะพบว่ามีกระดูกงอกที่ไต้ฝ่าเท้าได้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะพบกระดูกงอกจากภาพรังสี แต่ก็อาจจะไม่เกี่ยวกับอาการปวดส้นเท้า จึงไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพรังสีทุกคน
โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยเส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ รักษาให้หายขาดได้ ด้วยวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัด แต่อาจจะต้องใช้เวลารักษานานหลายเดือน อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ถ้ารักษาไปแล้ว 6 - 9 เดือน ก็ยังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด
แนวทางการรักษาด้วยตนเอง
1. ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด หรือ กิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก เช่น การยืนหรือ เดินนาน ๆ เป็นต้น และควรออกกำลังที่ไม่ต้องมีการลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้ามากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น
2. บริหาร เพื่อยืดกล้ามเนื้อน่อง และ เส้นเอ็นฝ่าเท้า
3. หลีกเลี่ยงการเดินด้วยเท้าเปล่า และ ใส่รองเท้าที่เหมาะสม ขนาดพอดีไม่หลวมเกินไป มีพื้นรองเท้าที่นุ่ม และมีแผ่นรองรับอุ้งเท้าให้นูนขึ้น อาจใช้แผ่นนุ่มๆ รองที่ส้นเท้า (หนา ½ นิ้ว) ใส่รองเท้าส้นสูงประมาณ 1 – 1.5 นิ้ว หรือ ใช้แผ่นยางสำหรับรองส้นเท้าโดยเฉพาะ เช่น Heel cups , Tuli cups เป็นต้น
4. ประคบด้วยความร้อนหรือความเย็น หรือ ใช้ยานวด นวดฝ่าเท้า หรือ ใช้ผ้าพันที่ฝ่าเท้าและส้นเท้า
5. ลดน้ำหนัก เพราะถ้าน้ำหนักมาก เส้นเอ็นฝ่าเท้าก็ต้องรับน้ำหนักมาก ทำให้ผลการรักษาไม่ดี และ หายช้า
แนวทางการรักษาโดยแพทย์
1. รับประทานยา เช่น ยาแก้ปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ
2. ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ บริเวณส้นเท้าจุดที่ปวด แต่ไม่ควรฉีดเกิน 2 ครั้งใน 1 เดือน เพราะอาจทำให้เกิดเส้นเอ็นฝ่าเท้าเปื่อยและขาดได้ ก่อนจะฉีดต้องทำความสะอาดที่ผิวหนังอย่างดี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ขณะฉีดยาสเตียรอยด์จะรู้สึกปวดแล้วก็จะชา แต่หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ ( ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ) ก็อาจเกิดอาการปวดซ้ำอีกครั้ง จึงควรรับประทานยา หรือ ประคบด้วยน้ำอุ่น กันไว้ก่อน
3. ทำกายภาพบำบัด เช่น ใช้ความร้อนลึก (อัลตร้าซาวด์) ดัดยืดเส้นเอ็นฝ่าเท้า ใช้ไม้เท้าช่วยเดิน เป็นต้น
4. ใส่เฝือกชั่วคราวให้ข้อเท้ากระดกขึ้น ในตอนกลางคืน หรือ ถ้าเป็นมาก อาจต้องใส่เฝือกตลอดทั้งวัน
5. การผ่าตัด จะทำก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล คือ อาการปวดไม่ดีขึ้นหลังรับการรักษาอย่างเต็มที่ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 6 - 9 เดือน หรือ สาเหตุการปวดเกิดจากเส้นประสาทบริเวณฝ่าเท้าถูกกดทับ
ด้วยความปราถนาดีจาก แผ่นยางรองส้นเท้าเพื่อสุขภาพเท้าที่ดี HeelSoother
ปวดเท้า ดูแลอย่างไรดี
คำถาม
เรียนท่านผู้รู้นะค่ะ
เนื่องด้วยดิฉันปวดส้นเท้าขวามานานเเล้ว (ไปพบคุณหมอ ท่านพบว่าเป็นคนเท้าแบน)
แต่ล่าสุดนี้มาปวดตาตุ่มด้านใน และปวดด้านค่ะ (ท่านให้ยามาท่าน ก็ยังไม่หายค่ะ)
ยาก็ท่าน หาหมอก็หลายท่านแล้ว
ยาทาก็นวดเบาๆ. น้ำอุ่นก็แช่
อาการปวด และ ปวมก็ยังมีค่ะ
รบกวนช่วยตอบด้วยนะค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ตอบ
หากอาการบวมยังมีอยู่ แสดงว่ายังคงมีอาการอักเสบอยู่เยอะค่ะ
อาจจะต้องเปลี่ยนจากการใช้การแช่น้ำร้อน เป็นการแช่น้ำเย็นหรือประคบแผ่นเย็นบริเวณที่เป็นแทนค่ะ
เพราะความเย็นจะช่วยลดการอักเสบได้ดีกว่าความร้อน
ในส่วนของความร้อนใช้ได้ เพื่อลดความตึงตัวค่ะ แต่ต้องรอให้หายอักเสบมากกว่านี้ก่อน
ทายาและคลึงบริเวณที่เป็นเบา ๆ ทำดีแล้วค่ะ
อาจจะเพิ่มเรื่องการยืดกล้ามเนื้อ หรือลดการใช้งานไปเพิ่มเติม
เพราะหากเรายังต้องเดินมาก ๆ อยู่ ก็จะทำให้อาการอักเสบ อักเสบไปเรื่อย ๆ ไม่หายเสียที
ในบางกรณีหากเราไม่ได้ออกไปทำงานเยอะ อาจให้ใส่รองเท้านิ่ม ๆ เวลาเดินในบ้านด้วยค่ะ และหากเราต้องเดินข้างนอกมาก อาจจะลองพิจารณาหารองเท้าสุขภาพที่เหมาะสม
เพื่อไม่ให้แรงกดทับเกิดกับส้นเท้าเรามากค่ะ
ส่วนท่าบริหาร ส่วนมากจะเน้นเพื่อการยืดกล้ามเนื้อน่อง เพราะกล้ามเนื้อน้องจะไปต่อกับเอ็นบริเวณใต้ส้นเท้าที่คนไข้เป็นค่ะ
โดยอาจจะใช้ท่านั่งบนเตียง แล้วยืดขาข้างที่จะเป็นไปทางด้านหน้า ใช้ผ้าคล้องบริเวณปลายเท้าแล้วให้คนไข้ออกแรงดึงเข้าหาตัว เพื่อให้เกิดอาการตึงบริเวณน่อง ทำค้างไว้ 10 วินาที 10 ครั้ง
หรือหากมีไม้ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม ก็จะสามารถขึ้นไปยืนได้
คุณสุมาลีสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน google นะคะ
ลองรักษาด้วยตนเองดูก่อนค่ะ หากสัก 1-2 สัปดาห์ไม่หาย แนะนำมาพบนักกายภาพบำบัดเพื่อทำการรักษาหรือให้คำแนะนำต่อไป
ANS
ขอบคุณ คุณหมอมากๆๆค่ะ
สุมาลี ลืมบอกไปว่าส้นเท้าขวาเจ็บก่อน ( คุณบอกว่าเท้าแบน)
ส่วนเท้าซ้ายปวดตาตุ่มด้านใน( ปวดมากค่ะ )
แต่ก็จะลองทำตาม ที่คุณหมอแนะนำนะค่ะ
ขอบคุณมากๆๆอีกครั้งค่ะ
ด้วยความปราถนาดีจาก ยางรองเส้นเท้า HeelSoother สวมใส่เพื่อลดและป้องกันอาการปวดส้นเท้า
เครดิต
เรียนท่านผู้รู้นะค่ะ
เนื่องด้วยดิฉันปวดส้นเท้าขวามานานเเล้ว (ไปพบคุณหมอ ท่านพบว่าเป็นคนเท้าแบน)
แต่ล่าสุดนี้มาปวดตาตุ่มด้านใน และปวดด้านค่ะ (ท่านให้ยามาท่าน ก็ยังไม่หายค่ะ)
ยาก็ท่าน หาหมอก็หลายท่านแล้ว
ยาทาก็นวดเบาๆ. น้ำอุ่นก็แช่
อาการปวด และ ปวมก็ยังมีค่ะ
รบกวนช่วยตอบด้วยนะค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ตอบ
หากอาการบวมยังมีอยู่ แสดงว่ายังคงมีอาการอักเสบอยู่เยอะค่ะ
อาจจะต้องเปลี่ยนจากการใช้การแช่น้ำร้อน เป็นการแช่น้ำเย็นหรือประคบแผ่นเย็นบริเวณที่เป็นแทนค่ะ
เพราะความเย็นจะช่วยลดการอักเสบได้ดีกว่าความร้อน
ในส่วนของความร้อนใช้ได้ เพื่อลดความตึงตัวค่ะ แต่ต้องรอให้หายอักเสบมากกว่านี้ก่อน
ทายาและคลึงบริเวณที่เป็นเบา ๆ ทำดีแล้วค่ะ
อาจจะเพิ่มเรื่องการยืดกล้ามเนื้อ หรือลดการใช้งานไปเพิ่มเติม
เพราะหากเรายังต้องเดินมาก ๆ อยู่ ก็จะทำให้อาการอักเสบ อักเสบไปเรื่อย ๆ ไม่หายเสียที
ในบางกรณีหากเราไม่ได้ออกไปทำงานเยอะ อาจให้ใส่รองเท้านิ่ม ๆ เวลาเดินในบ้านด้วยค่ะ และหากเราต้องเดินข้างนอกมาก อาจจะลองพิจารณาหารองเท้าสุขภาพที่เหมาะสม
เพื่อไม่ให้แรงกดทับเกิดกับส้นเท้าเรามากค่ะ
ส่วนท่าบริหาร ส่วนมากจะเน้นเพื่อการยืดกล้ามเนื้อน่อง เพราะกล้ามเนื้อน้องจะไปต่อกับเอ็นบริเวณใต้ส้นเท้าที่คนไข้เป็นค่ะ
โดยอาจจะใช้ท่านั่งบนเตียง แล้วยืดขาข้างที่จะเป็นไปทางด้านหน้า ใช้ผ้าคล้องบริเวณปลายเท้าแล้วให้คนไข้ออกแรงดึงเข้าหาตัว เพื่อให้เกิดอาการตึงบริเวณน่อง ทำค้างไว้ 10 วินาที 10 ครั้ง
หรือหากมีไม้ที่เป็นรูปสามเหลี่ยม ก็จะสามารถขึ้นไปยืนได้
คุณสุมาลีสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน google นะคะ
ลองรักษาด้วยตนเองดูก่อนค่ะ หากสัก 1-2 สัปดาห์ไม่หาย แนะนำมาพบนักกายภาพบำบัดเพื่อทำการรักษาหรือให้คำแนะนำต่อไป
ANS
ขอบคุณ คุณหมอมากๆๆค่ะ
สุมาลี ลืมบอกไปว่าส้นเท้าขวาเจ็บก่อน ( คุณบอกว่าเท้าแบน)
ส่วนเท้าซ้ายปวดตาตุ่มด้านใน( ปวดมากค่ะ )
แต่ก็จะลองทำตาม ที่คุณหมอแนะนำนะค่ะ
ขอบคุณมากๆๆอีกครั้งค่ะ
ด้วยความปราถนาดีจาก ยางรองเส้นเท้า HeelSoother สวมใส่เพื่อลดและป้องกันอาการปวดส้นเท้า
เครดิต
วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ปวดข้อ อย่ารอนาน
ปวดข้อ อย่ารอนาน
ปัญหาปวดข้อไม่ใช่เรื่องปกติไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด อย่าถอดใจยอมแพ้ง่าย ๆ
เช้าวันนี้ อาจมีใครหลายคนที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกสดชื่นจากการได้พักผ่อน จนกระทั่งนาทีที่จะลุกจากเตียงนั่นเอง ความรู้สึกปวดบริเวณข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อสะโพกก็แล่นเข้ามาแบบเฉียบพลัน
เมื่อรู้สึกปวดข้อ คนส่วนใหญ่มักบรรเทาความกังวลใจด้วยการให้เหตุผลกับตัวเองว่า “สงสัยเพราะเราอายุมากขึ้น เรื่องปวดข้อก็น่าจะเกิดขึ้นบ้างเป็นธรรมดา”จนเวลาผ่านไปเป็นปี ๆ อาการปวดข้อกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อมีอาการก็รับประทานยาบรรเทา กิจกรรมอะไรที่ทำแล้วปวดจนทนไม่ไหวก็งดไปและเรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่กับมัน หากเรื่องทำนองนี้ฟังดูคุ้น ๆ Better Health ฉบับเรื่องข้อ มีคำตอบจาก นพ. วศิน กุลสมบูรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู มาฝากคุณ
ต้นตอของความปวด
เมื่อมีอาการปวดบวมบริเวณข้อการสรุปเอาเองว่ามีสาเหตุมาจาก วัย หรือ “สงสัยว่าข้อจะเสื่อม” อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะในความเป็นจริง อาการปวดข้ออันเนื่องมาจากข้อเสื่อมนั้นเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ สาเหตุของอาการปวดข้อเท่านั้นที่สำคัญสาเหตุส่วนมากไม่เกี่ยวข้องกับวัยหรืออายุเลย
“อาการปวดข้อโดยมากเป็นผลมาจากภาวะการอักเสบของข้อ” นพ. วศินอธิบาย “คำว่าข้ออักเสบเป็นคำที่ค่อนข้างกว้าง และเมื่อเรากล่าวถึงข้อ เราไม่ได้หมายถึงเฉพาะกระดูกสองหรือสามชิ้น แต่หมายความถึง ส่วนประกอบของข้อทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผิวข้อซึ่งเป็นกระดูกอ่อน หมอนรองข้อ หรือเส้นเอ็นบริเวณข้อ การจะวินิจฉัยหาสาเหตุที่ทำให้ข้ออักเสบจึงไม่ง่ายนัก ประกอบกับสาเหตุของข้ออักเสบที่เป็นไปได้นั้นมีอยู่มากกว่าร้อยชนิด”
ในบรรดาสาเหตุของข้ออักเสบนับร้อยนั้น สาเหตุที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด เห็นจะเป็นข้ออักเสบเนื่องจากอุบัติเหตุ ข้ออักเสบจากภาวะข้อเสื่อมข้ออักเสบรูมาตอยด์ และข้ออักเสบจากโรคเกาต์ ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่ การติดเชื้อ โรคภูมิแพ้บางชนิด โรคผิวหนังและโรคอื่น ๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มีการอักเสบบวม ปวดเรื้อรังเป็นเวลานานก็จะกลายเป็นสาเหตุของภาวะข้อเสื่อมซึ่งเป็นภาวะที่บั่นทอนประสิทธิภาพการใช้งานของข้อลงอย่างน่าเสียดาย
รู้ก่อน รักษาก่อน
“การใส่ใจดูแลข้อเมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นมาเป็นเรื่องสำคัญมากต่อสุขภาวะของข้อในระยะยาว” นพ. วศินกล่าว “เมื่อมีการอักเสบของข้อและมีอาการปวดสิ่งที่หลายคนมักทำก็คือรอดูอาการหรือรอให้หายไปเอง บางรายรับประทานยาบรรเทาปวดซึ่งช่วยให้ทุเลาลงได้จึงเลื่อนการพบแพทย์ออกไป ตรงนี้สำคัญเพราะเท่ากับว่าต้นตอของปัญหาไม่เคยได้รับการแก้ไขเลย”
นพ. วศินยกตัวอย่างเรื่องข้อเสื่อมซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยทั้งในผู้สูงอายุและผู้ที่มีน้ำหนักมาก ภาวะข้อเสื่อมเกิดขึ้นเมื่อผิวกระดูกอ่อนถูกทำลายโดยอาจมีการลอกหลุด หรือบางลงจนมีอาการปวดหรือข้อไม่อาจเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหล คล่องแคล่ว และเต็มองศาการเคลื่อนไหวได้เหมือนเดิม
“เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการข้อติด ปวดบวม พักแล้วก็ไม่หาย สิ่งที่แรกที่แพทย์จะทำคือหาสาเหตุที่แท้จริงโดยการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น จากนั้นอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรืออื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้การรักษาตรงตามขั้นตอนและสาเหตุอย่างแท้จริงอย่าง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะข้อเสื่อมและมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ผู้ป่วยก็จะได้รับคำแนะนำเพื่อช่วยลดน้ำหนักลงซึ่งก็จะช่วยในการบรรเทาอาการปวดลงได้” นพ. วศินกล่าว
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือมีโรคแทรกซ้อน แพทย์ก็จะช่วยเหลือและแนะนำวิธีการอื่น ๆ ที่เหมาะสมอย่างเช่นการใช้ยาบรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบไปพร้อม ๆ กับการแก้ไขไปถึงต้นเหตุซึ่งอาจเป็นโรคเรื้อรังหรือความผิดปกติอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อเนื่องมายังข้อการฉีดยา การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู การใช้อุปกรณ์ประคองข้อการถนอมการใช้ข้อ การทำกายภาพบำบัด เป็นต้น แต่หากอาการของผู้ป่วยหนักหนาสาหัสจริง ๆ แพทย์ก็จะเลือกใช้การผ่าตัด
หลังการรักษา
ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัดข้อนั้นก้าวหน้าไปมากและผู้ป่วยก็มีความบอบช้ำน้อยลง แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยเริ่มทำการฟื้นฟูให้เร็วที่สุดเพื่อฟื้นฟู คง หรือเพิ่มพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ ตลอดจนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อ ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าหรือข้อสะโพกเทียม แพทย์มักแนะนำให้เริ่มทำการฟื้นฟูภายใน 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ นพ. วศิน มีคำแนะนำดังต่อไปนี้
อย่าอยู่นิ่ง ผู้ป่วยบางรายอาจเข้าใจว่าภายหลังการผ่าตัดใหม่ ๆ แล้วควรอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ พักข้อไว้ก่อนเนื่องจากยังมีอาการปวดอยู่ ตรงนี้เป็นความเข้าใจผิด ถึงแม้ว่าจะยังมีอาการปวดอยู่ แต่การที่ผู้ป่วยพยายามเคลื่อนไหวข้อหลังการผ่าตัดเท่าที่จะทำได้ ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อเท่านั้น ยังช่วยให้ข้อเทียมที่ใส่เข้าไปกระชับเข้าที่ ตลอดจนลดโอกาสในการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันที่ขา ช่วยฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อ ซึ่งเป็นการยืดอายุการใช้งานของข้อใหม่อีกด้วย
ท่าบริหารง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในช่วงแรก ๆ คือการนอนหงาย แล้วค่อย ๆ งอเข่านำข้อเท้าเข้าหาสะโพกให้มากที่สุดก่อนยืดให้สุดอีกครั้ง ทำซ้ำประมาณ 5-10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ หรือเท่าที่ผู้ป่วยจะทำไหว นอกจากนี้ผู้ป่วยยังควรบริหารกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วยโดยการกระดกข้อเท้าขึ้นลงช้า ๆ ในท่านอน หรือเหยียดเกร็งเข่าโดยมีหมอนรองรับที่ข้อเท้า เป็นต้น
ลดอาการปวด อาการปวดเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญทำให้ผู้ป่วยไม่อาจขยับข้อเพื่อการฟื้นฟูข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยอาจใช้วิธีประคบเย็นวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที หรือในรายที่ปวดมาก ๆ แพทย์อาจช่วยด้วยยาบรรเทาปวด
ใช้อย่างถนอม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อจะทำให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถใช้ข้อที่เปลี่ยนใหม่ได้อย่างอิสระเต็มที่เหมือนตอนอายุน้อย ๆ เพื่อรักษาให้ข้อใหม่มีอายุการใช้งานให้นานที่สุด พึงใช้งานอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลายข้อ อาทิ นั่งยอง ๆ วิ่งขึ้นลงบันได นั่งขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งกับพื้น เป็นต้น
ปัญหาเรื่องข้อและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เรื่องที่หลายคนจะปรับตัวให้ชินได้ง่ายนัก หากต้องแลกมาด้วยการต้องคอยพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลาแม้ในการทำกิจกรรมพื้น ๆ เมื่อสังเกตหรือรู้สึกถึงปัญหา อย่ามองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการปล่อยปละละเลยจนเวลาเนิ่นช้าออกไป เรื่องเล็ก ๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้เลยทีเดียว
“ภาวะข้อเสื่อมเกิดขึ้นเมื่อ
ผิวกระดูกอ่อนถูกทำลาย โดยอาจมีการลอกหลุด หรือบางลงจนข้อไม่อาจเคลื่อนไหวได้อย่าง คล่องแคล่ว และเต็มองศาการเคลื่อนไหว” นพ. วศิน กุลสมบูรณ์ |
อาการปวดข้อเกิดจากอะไรได้บ้าง |
สาเหตุที่ทำให้ข้ออักเสบและปวดข้อมีมากมายหลายประการโดยสาเหตุที่พบได้บ่อย เช่น
+ ภาวะข้อเสื่อม
+ การบาดเจ็บของข้อและเนื้อเยื่อข้อ
+ ข้ออักเสบรูมาตอยด์
+ โรคเกาต์
+ โรคกระดูกพรุน
+ โรคแพ้ภูมิตนเอง
+ ข้ออักเสบจากโรคสะเก็ดเงิน
+ ภาวะติดเชื้อในกระดูกหรือข้อ
+ ภาวะติดเชื้อจากโรคอื่น ๆ เช่น หนองใน เนื้องอกหรือมะเร็งที่กระดูก
|
ด้วยความปราถนาดีจาก ยางรองส้นเท้า HeelSoother เพื่อลดและป้องกันอาการปวดเส้นเท้า เข่า สะโพก เอว หลัง
ที่มาวันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ปวดส้นเท้า เอาไงดี
ปวดส้นเท้า เอาไงดี
ท่านผู้อ่านหลายๆท่านอาจจะกำลังประสบปัญหาเดียวกัน นั่นก็คือปวดส้นเท้าไม่ทราบสาเหตุ ปวดแบบเรื้อรังมานานรบกวนการยืน เดิน ในชีวิตประจำวัน วันนี้มีวิธีการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่มีอาการปวดส้นเท้าอย่างง่ายๆ มาฝากท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ อาการปวดส้นเท้าเกิดจากอะไร? ก่อนที่จะทราบวิธีการรักษาเบื้องต้น เราควรรู้ถึงสาเหตุหลักๆของอาการปวดส้นเท้ากันก่อน สาเหตุของอาการปวดส้นเท้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมสภาพของพังผืดตามการใช้งาน การเดินและรับน้ำหนักมากเกินไป หรือการมีกระดูกงอกบริเวณส้นเท้า แต่สาเหตุของอาการปวดส้นเท้าที่พบได้บ่อย ได้แก่ เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar fasciitis) หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า "โรครองช้ำ" นั่นเอง ซึ่งอาการดังกล่าวพบได้บ่อย ในผู้หญิงวัยกลางคน ผู้ที่อ้วน หรือ มีรูปเท้าผิดปกติ เช่น เท้าแบน เท้าบิด ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริงยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเป็นเพราะความเสื่อมในจุดที่เส้นเอ็นฝ่าเท้าเกาะกับกระดูกเส้น เอ็นฝ่าเท้าจะเกาะอยู่ระหว่างส้นเท้ากับนิ้วเท้า เมื่อเส้นเอ็นหรือกระดูกบริเวณส้นเท้า ได้รับแรงที่มากเกินไป เช่น การยืนหรือเดินนาน ๆ น้ำหนักตัวมาก อุบัติเหตุ หรือ ใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น ทำให้เส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบได้ ลักษณะของอาการปวดที่พบได้บ่อย คือ หลังจากนอนหรือนั่งพักเป็นเวลานานๆ แล้วลุกขึ้นเริ่มเดินลงน้ำหนักในช่วงแรก ๆ จะรู้สึกปวดมาก แปล๊บๆที่ส้นเท้า แต่หลังจากที่เดินไปได้สักพัก อาการปวดก็จะทุเลาลง อาการปวดส้นเท้ารักษาอย่างไรให้หายขาด? ผู้ป่วยเส้นเอ็นฝ่าเท้าอักเสบส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่อาจจะต้องใช้เวลารักษานานหลายเดือน หรืออาจจะเร่งกระบวนการในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ โดยใช้วิธีการทำกายภาพบำบัด และการรักษาทางการแพทย์โดยการทานยาลดปวดลดอักเสบ ส่วนวิธีการผ่าตัดนั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมนำมาใช้ในการรักษา แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือวิธีการดูแลตัวเอง ดังนี้ 1. ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวด หรือ กิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก เช่น การยืนหรือ เดินนาน ๆ เป็นต้น และควรออกกำลังที่ไม่ต้องมีการลงน้ำหนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เป็นต้น 2. บริหารเพื่อยืดกล้ามเนื้อน่อง และ เส้นเอ็นฝ่าเท้า เป็นประจำ 3. นวดฝ่าเท้าเบาๆเพิ่อเป็นการผ่อนคลาย หรือ ใช้ผ้าพันที่ฝ่าเท้าและส้นเท้าเพื่อลดการบาดเจ็บต่อเอ็นฝ่าเท้า 4. ใส่รองเท้าที่มีขนาดพอดีไม่หลวมหรือคับจนเกินไป สำหรับผู้ที่เท้าแบนควรเสริมพื้นรองเท้าด้วยแผ่นรอง เพื่อรับอุ้งเท้าให้นูนขึ้น อาจใช้แผ่นนุ่ม ๆ รองอีกทีที่ส้นเท้าเพื่อลดอาการปวดจากแรงกดเวลาลงน้ำหนัก หลีกเลี่ยงการเดินด้วยเท้าเปล่า 5. ประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำอุ่น อาจใช้น้ำแข็งทุบใส่ในถุงพลาสติกแล้วห่อด้วยผ้าขนหนู หรือ ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น ประคบบริเวณที่ปวดประมาณ 10 - 15 นาที หรือ ประคบด้วยความร้อน 4 นาที สลับกับความเย็น 1 นาที หรือใช้ครีมนวดแก้ปวด ก็ได้แต่ต้องระวังอย่านวดแรงเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อฟกช้ำมากขึ้นไป ถ้าปวดมากอาจรับประทานหรือทายาแก้ปวด 6. ลดน้ำหนัก เพื่อลดแรงกดเมื่อเดินลงน้ำหนัก ถ้าดูแลตัวเองได้ดีเช่นนี้ รับรองอาการปวดส้นเท้าของท่านจะต้องลดลงอย่างแน่นอนค่ะ!!! ที่มา : chiromedbangkok ด้วยความปราถนาดีจาก ยางรองส้นเท้า HeelSoother เดินนุ่มสบายเท้า |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





.jpg)
.jpg)
.jpg)
.png)
